ความสำคัญ

เป็นที่ยอมรับว่า การทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ต้นน้ำลำธารหรือพื้นที่อนุรักษ์ของประเทศในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในท้องถิ่น สาเหตุสำคัญคือการเลือกพื้นที่และขั้นตอนในการทำไร่หมุนเวียน เริ่มจาก การถางป่า การเผา การตากดิน การปลูกพืชไร่ การกำจัดวัชพืช การเก็บเกี่ยวผลผลิต ฯลฯ

การศึกษารอบการทำไร่หมุนเวียน

นักวิชาการหลายฝ่ายยังคงถกเถียงในประเด็นที่ว่าด้วยการชะล้างหน้าดินและส่งผลให้เกิดตะกอนทับถมลงในแหล่งต้นน้ำลำธาร นอกจากนั้น การเผาป่าที่ถูกถางเพื่อเตรียมพื้นที่ทำไร่หมุนเวียน ยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสูญเสียทรัพยากรชีวภาพในท้องถิ่นและเกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซค์สู่ชั้นบรรยากาศอย่างมากกมาย หากระยะเวลารอบหมุนเวียนยิ่งมากเท่าใด มวลชีวภาพ (biomass) ที่ต้องเผาทำลายก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย และที่ยังคงไม่สามารถสรุปได้ คือ ระยะเวลาที่เหมาะสมต่อรอบหมุนเวียนควรเป็นระยะเวลาเท่าใด หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ แหล่งต้นน้ำลำธารของประเทศคงถูกใช้ประโยชน์จนเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วและเกิดปัญหาการขาดความสมดุลในระบบนิเวศ อันจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตอย่างปรกติสุขของประชาชน

สรุปผลการศึกษาวิจัย

1. ไร่หมุนเวียนรอบปีที่ 4 มีค่าดัชนีความคล้ายคลึงกับป่าธรรมชาติมากที่สุด ร้อยละ 56.27 (ไม้ต้น) และ 73.76 (ไม้ต้นและไม้หนุ่ม) ซึ่งการทดแทนของสังคมพืช พบว่าพรรณไม้ ที่ขึ้นอยู่ส่วนใหญ่เป็นไม้ล้มลุก และไม้พุ่ม เช่น สาบเสือ ลิเภาใหญ่ เป็นต้น แต่ยังพบพรรณไม้ที่เป็นโครงสร้างหลักของป่าอยู่บ้าง เช่น รกฟ้า เสลาเปลือกหนา สัก แดง ซึ่งแตกหน่อมาจากตอเดิมที่เคยถูกตัดฟัน และเมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี พบว่าหนาดใหญ่ ซึ่งเป็นไม้พุ่ม เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นปกคลุมพื้นที่ได้มากที่สุด ส่งผลให้ไม้ล้มลุกที่พบมากในปีแรกมีแนวโน้มลดจำนวนลงเนื่องจากหนาดใหญ่ที่ขึ้นอยู่อย่างหนาแน่นบดบังแสงทำให้ไม้ล้มลุกต่างๆ ไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ทำให้ตายไปใน

2. การศึกษาโครงสร้างทางสังคมและความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ป่าที่วางแปลงศึกษาในไร่หมุนเวียนปีที่ 1-7 ได้แบ่งการศึกษาวิจัยสัตว์ป่า 5 กลุ่ม คือ กลุ่มสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก (Amphibian) สัตว์ปีก (Bird) หอยฝาเดียว (Gastropod) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม (Mammal) และสัตว์เลื้อยคลาน (Reptile) จากการสำรวจและเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือน เมษายน – กันยายน 2552 พบสัตว์รวมจำนวน 85 ชนิดรวมทั้งสิ้น 807 ตัว จำแนกอยู่ใน 50 วงศ์ 66 สกุล จากผลการศึกษาพบว่าไร่หมุนเวียนรอบปีสูงๆแนวโน้มจะพบสัตว์ป่ามากขึ้น เช่นพื้นที่ไร่หมุนเวียนปีที่ 4,5,6,7 พบสัตว์ป่าโดยเฉพาะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเข้าไปใช้พื้นที่มาก ส่วนสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบกพบเข้าไปใช้พื้นที่แปลงไร่หมุนเวียนปีที่ 6,7 สัตว์เลื้อยคลานพบมากในไร่หมุนเวียนปีที่ 5,6 ฯลฯ

pic25

3. ศึกษาความสัมพันธ์ของไร่หมุนเวียนในระยะเวลาต่าง ๆ ที่มีต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและผลผลิตข้าวในไร่หมุนเวียนแต่ละปี โดยสรุปคือ รอบหมุนเวียนที่เหมาะสม คือรอบหมุนเวียนปีที่ 4 เพราะ ปริมาณธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช ปริมาณอินทรียวัตถุ และค่าการแลกเปลี่ยนประจุบวกในดิน จะฟื้นกลับมาในปีที่ 4 ถึงแม้ผลผลิตทางการเกษตร คือ ข้าวไร่ที่ปลูกในปีที่ 4 จะน้อยกว่าในปีที่ 3 โดยแปลงปลูกข้าวไร่ปีที่ 4 อาจมีปัจจัยอื่นที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต และการสร้างผลผลิตของข้าว เช่น การแพร่ระบาดของวัชพืช โรค หรือแมลงศัตรูพืช ผลผลิตข้าวที่ปลูกในพื้นที่ไร่หมุนเวียนอายุ 3 ปีมีความแตกต่างจากผลผลิตข้าวที่ปลูกได้ในพื้นที่ไร่หมุนเวียนอายุ 2, 4, 5, 6, และ 7 ปีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (One way Anova F:70163, df:5.23 P<0.01) ผลผลิตข้าวไร่ที่ปลูกในพื้นที่ไร่หมุนเวียนอายุ 3 ปีได้ผลผลิตมากที่สุด จากการวิเคราะห์พบว่าตัวแปรที่ส่งผลให้ผลผลิตของข้าวในพื้นที่ทิ้งร้าง 3 ปีสูง ได้แก่ จำนวนเมล็ดดีต่อรวงมาก ดัชนีเก็บเกี่ยวและน้ำหนัก 1000 เมล็ดสูง และจำนวนเมล็ดลีบต่อรวงน้อย 4. การศึกษารอบการทำไร่หมุนเวียนที่เหมาะสมต่อระบบนิเวศป่าไม้และผลผลิตทางการเกษตรที่บ้านห้วยโป่ง ต.เสาหิน อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ระหว่างเดือน มีนาคม 2552 – กุมภาพันธ์ 2553 คณะผู้วิจัยสรุปว่า รอบปีที่เหมาะสมในการปลูกพืชในระบบไร่หมุนเวียนคือรอบหมุนเวียนปีที่ 4

การนำผลการวิจัยไปใช้เชิงนโยบาย

ปัจจุบัน การทำไร่หมุนเวียนบนพื้นที่สูงในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะใช้รอบหมุนเวียนประมาณ 7-10 ปี หากลดรอบการทำไร่หมุนเวียนลงเหลือ 4 ปี นอกจากจะได้พื้นที่ป่ากลับคืนมาจำนวนมากแล้ว ยังจะเป็นการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ ที่เกิดจากการเผาไร่ก่อนลงมือปลูกพืชในไร่หมุนเวียนในแต่ละพื้นที่ เนื่องจากมวลชีวภาพในไร่หมุนเวียนปีต่ำๆย่อมน้อยกว่าไร่หมุนเวียนปีที่สูงกว่า หากมีการศึกษาปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ที่เกิดจากการเผาไร่ เปรียบเทียบระหว่างปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ในไร่หมุนเวียนแต่ละปี อาจเป็นหนทางหนึ่งที่สามารถนำไปสู่การลดปัญหาหมอกควันในจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดอื่นๆในภาคเหนือของประเทศไทยก็เป็นได้
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญของการลดรอบหมุนลงคือ ผลผลิตของชาวบ้านที่ได้จากการทำไร่หมุนเวียนต้องไม่ลดลง และรัฐต้องสามารถควบคุมการใช้พื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพอันอาจนำไปสู่การพิจารณาลดพื้นที่ไร่หมุนเวียนในระดับลุ่มน้ำและระดับอำเภอที่จะเกิดผลดีและเป็นต้นแบบต่อการบริหารจัดการพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน

pic27