สำนักวิชาวิทยาการจัดการและสารสนเทศศาสตร์และสำนักวิชาศิลปศาสตร์ ม.พะเยา*

บทนำ

กองทุนสวัสดิการชุมชนในระดับตำบล จังหวัดพะเยา เป็นการจัดตั้งขึ้นบนศักยภาพและความต้องการของคนในชุมชนที่ร่วมกันคิดและดำเนินการ ในระยะแรกของการดำเนินการ กองทุนฯ เกือบทุกแห่ง กำหนดให้สมาชิกสมทบเข้าเป็นสมาชิกปีละ 200 บาท โดยได้รับผลประโยชน์ ด้านการเกิด เจ็บและตาย โดยหวังว่ากองทุนฯดังกล่าวจะเป็นเครื่องมือสร้างความผูกพันทางจิตใจและพึ่งพาอาศัยกันของคนในชุมชน แต่อย่างไรก็ตาม การดำเนินการของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนที่ผ่านมาประสบปัญหาต่าง ๆ ได้แก่ ประชากรในตำบลร้อยละ 60-70 ไม่เข้าเป็นสมาชิก ส่วนที่เป็นสมาชิกกลับเป็นผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสียงต่อสุขภาพ ประกอบกับขาดการวิเคราะห์ข้อมูลทางด้านการเงินที่เหมาะสม จึงทำให้คณะกรรมการกองทุนฯ ส่วนใหญ่ไม่สามารถตัดสินใจในการจัดการทางการเงิน การกำหนดผลประโยชน์ตอบแทน รวมถึงพยากรณ์สถานการณ์ทางการเงินในอนาคตได้

จากปัญหาดังกล่าวทำให้เกิดการชวนคุยเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและพัฒนาโจทย์วิจัยร่วมกันระหว่างนักวิชาการและตัวแทนของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ 5 ตำบล อันเป็นช่องทางหนึ่งที่เกิดการเรียนรู้ร่วมกันและสามารถเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชนที่มีผลสรุปที่นำมาเป็นบทเรียนและแนวทางการขยายผลและพัฒนาการทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชนไปสู่ตำบลอื่น ๆ ในจังหวัดพะเยาและจังหวัดอื่นต่อไปได้

ดังนั้นหากจะสร้างความมั่นคงของกองทุนฯดังกล่าวแล้ว จำเป็นต้องการพัฒนาตัวแปร 2 ประการสำคัญคือด้านสมาชิกและด้านการเงิน โดยให้ประชาชนในตำบลเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนและลดอัตราการลาออกจากสภาพสมาชิกให้ได้ พร้อมไปกับการมีข้อมูลทางการเงินที่ถูกต้อง แม่นยำที่สามารถวิเคราะห์และพยากรณ์ทางการเงินเพื่อประโยชน์ของชุมชนบนปรัชญาของการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในชุมชน

วัตถุประสงค์การวิจัย

1. เพื่อศึกษาความมั่นคงทางการเงิน และความคิดเห็นที่มีต่อส่วนผสมทางการตลาด ของกองทุนสวัสดิการชุมชน 5 ตำบล จังหวัดพะเยา

2. เพื่อศึกษาแนวทางที่เหมาะสมในการจัดการพัฒนาความมั่นคงของกองทุนสวัสดิการชุมชน 5 ตำบล จังหวัดพะเยา

 

พื้นที่การศึกษา

1. ตำบลแม่สุก อำเภอแม่ใจ

2. ตำบลห้วยยางขาม อำเภอจุน

3. ตำบลหนองหล่ม อำเภอดอกคำใต้

4. ตำบลคือเวียง อำเภอดอกคำใต้

5. ตำบลบ้านปิน อำเภอดอกคำใต้

 

ผลการศึกษา:ความมั่นคงด้านสมาชิก

• การรับรู้และการให้ความหมายต่อกองทุนสวัสดิการชุมชน
กลุ่มตัวอย่างรับรู้ว่าเป็นกองทุนฯ ที่คล้ายกับการประกันชีวิต สมาชิกจะได้รับผลประโยชน์ทางการเงินเมื่อรักษาตัวในโรงพยาบาล และเสียชีวิต มากกว่าคุณค่าทางด้านการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในชุมชนอันเป็นปรัชญาของการก่อตั้ง เพราะการสื่อสารที่ผ่านมามุ่งเน้นสารดังกล่าวมากกว่า ทั้งนี้เนื่องจากช่วงแรกของการก่อตั้ง กองทุนฯ แต่ละแห่งเน้นจำนวนสมาชิกมากกว่า ทำให้ละเลยการให้น้ำหนักการสื่อสารด้านคุณค่าและปรัชญา ซึ่งการรับรู้และการให้ความหมายดังกล่าวส่งผลต่อการตัดสินใจการเป็นและดำรงอยู่ของสมาชิก

• ความคิดเห็นที่มีต่อส่วนผสมทางการตลาด (4P’s) ของกองทุนฯ”
กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจในด้านผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และการส่งเสริมการตลาด ในสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ในด้านการสื่อสารการตลาด กลุ่มตัวอย่างยังเห็นว่าควรมีการสื่อสารเรื่องราวเกี่ยวกับกองทุนฯให้มากขึ้นอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

• ข้อเสนอแนะจากการวิจัย

1. สร้างตราสินค้า (Brand) หรือการสร้างชื่อ“กองทุนสวัสดิการชุมชน” ให้ชัดและเป็นไปในทิศทางเดียวกันภายใต้ปรัชญาของการก่อตั้ง คือ การช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน

2. สร้างคุณค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์ (Value Benefit) ในแง่ของความผูกพันทางใจ และประโยชน์ของการช่วยเหลือเกื้อกูลกันในชุมชน อันจะนำไปสู่ความยั่งยืนของกองทุนมากกว่า

3. ปรับองค์ประกอบการสื่อสาร

• การปรับเนื้อหาของสารที่ส่งออกไป (Message) จากเดิมที่เน้นสารด้านผลประโยชน์ตอบแทน เปลี่ยนเป็นการนำเสนอปรัชญาของกองทุนฯ แทน เหมือนกันในทุกช่องทางการสื่อสาร

• การปรับช่องทางการสื่อสาร (Channel) โดยใช้สื่อบุคคลที่น่าชื่อถือและเป็นที่ยอมรับในชุมชนเป็นสื่อหลัก โดยทำการสื่อสารผ่านช่องทางพื้นที่/กิจกรรมของชุมชน พร้อมกับเพิ่มศักยภาพในการใช้ช่องทางการสื่อสารในชุมชนอื่น ๆ เช่นเสียงตามสาย และสื่อป้ายเป็นตัวหนุนเสริมหรือตอกย้ำสารในความถี่ที่เหมาะสม

ผลการศึกษา:ความมั่นคงด้านการเงิน

แผนภูมิที่ 1 :การเปลี่ยนแปลงเงินสะสมของกองทุนสวัสดิการชุมชน 5 ตำบล วิเคราะห์ภายใต้สถานการณ์การเงินและจำนวนสมาชิก ณ ปีปัจจุบัน

pic14

แผนภูมิที่ 2 :การเปลี่ยนแปลงเงินสะสมของกองทุนสวัสดิการชุมชน 5 ตำบล วิเคราะห์ภายใต้สถานการณ์การเงิน ณ ปีปัจจุบัน ภายใต้เงื่อนไขมีสมาชิกเต็มจำนวนประชากรของตำบล

pic15

จากแผนภูมิทั้ง 2 ข้างต้น แสดงให้เห็นว่า ภายใต้สถานการณ์การเงินและจำนวนสมาชิก ณ ปีปัจจุบัน(2552) กองทุนฯ ทั้ง 5 ตำบลจะมีเงินสะสมสูงสุดประมาณระหว่าง 5,000,000 – 10,000,000 บาท และมีอายุในการดำเนินการไปอีก 35-40 ปี แต่ถ้ามีจำนวนสมาชิกเต็มจำนวนประชากรตำบลนั้น ๆ กองทุนฯมีสมาชิกเต็มจำนวนประชากรของตำบล จะมีเงินสะสมสูงสุดเพิ่มขึ้นจากกรณีเดิมเฉลี่ยประมาณ 5,000,000 บาท ขณะที่อายุการดำเนินการของกองทุนฯ สั้นลงจากเดิมเฉลี่ยประมาณ 5 ปี

ดังนั้นเพื่อให้กองทุนฯมีความมั่นคงทางการเงินมากขึ้น กองทุนฯควรพิจารณานำเงินสะสมไปลงทุนกับหลักทรัพย์หรือตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำและได้รับผลตอบแทนแน่นอน เช่น การซื้อตั๋วเงินคลังหรือพันธบัตรรัฐบาล การฝากธนาคาร(แบบดอกเบี้ยพิเศษ)ในช่วงระหว่างปีที่เงินสะสมเพิ่มขึ้นเป็นต้น

การนำผลการศึกษาไปใช้ประโยชน์

• คณะทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่เป้าหมายเกิดการตระหนักและนำผลการศึกษาเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานในด้านการเงินและด้านสมาชิกทันทีเพื่อความมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

• คณะทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่เป้าหมายได้พิจาณาประสานงานกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และธนาคารเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาความมั่นคงทางการเงินและการสร้างและรักษาสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน โดยกำลังร่าง พรบ.ฉบับใหม่เพื่อให้กองทุนเงินออมแห่งชาติ (กอช.) ที่กระทรวงการคลังเป็นเจ้าภาพ สำหรับการให้สมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนหรือประชาชน สมทบเงินเพิ่มเติมเข้ากองทุนสวัสดิการชุมชนในจำนวนเงินอีกส่วนหนึ่ง เพื่อจะสามารถพัฒนาเป็นการจัดสรรเป็นบำนาญภาคประชาชนต่อไปได้

• ขยายผลการวิจัยไปสู่กองทุนสวัสดิการชุมชนอื่นๆ ในจังหวัดพะเยาให้รับรู้ผลการวิจัยในด้านความมั่นคงทางการเงินและด้านสมาชิก เพื่อให้เกิดการเรียนรู้และปรับการดำเนินงานกองทุนของตนเองต่อไป ซึ่งหลังจากนักวิจัยได้นำเสนอผลการวิจัยให้คณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัดพะเยาทราบแล้ว เกิดการตื่นตัว และตระหนักในประเด็นดังกล่าวและบางกองทุนฯ ต้องการข้อแนะนำในด้านการจัดเก็บข้อมูลและการสร้างสารใหม่ที่จะไปสื่อสารกับคนในชุมชนของตนเอง

*คณะผู้วิจัย

1. ผศ.มนตรา พงษ์นิล 2. ดร.ภัทรา บุรารักษ์

3. อ.สาธิต เชื้ออยู่นาน 4. อ.อักษราภัค หลักทอง

5. อ.นิรมล พรมนิล 6. อ.เรืองรอง สุวรรณ์การ