งานวิจัย : การพัฒนาทางเลือกระบบเกษตรที่เหมาะสมเพื่อทดแทนการปลูกข้าวโพดบนพื้นที่ลาดชันโดยเกษตรกรมีส่วนร่วมของจังหวัดน่าน
นักวิจัย : ผศ.ดร.สาวิตร มีจุ้ย
วันเริ่มต้นโครงการ : 15/02/2008
วันสิ้นสุดโครงการ : 14/08/2008
จังหวัด : น่าน
เอกสารประกอบ :

งหวัดน่านมีพื้นที่ทำการเกษตร 703,173 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 10 ของพื้นที่ทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ไร่ในที่ลาดชันที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ตารางที่ 1) ซึ่งในปี พ.ศ. 2549 มีพื้นที่ปลูกข้าวโพด 310,387 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 45 และในปี พ.ศ.2550 พื้นที่ปลูกจะเพิ่มขึ้นถึง 4 แสนไร่ โดยพื้นที่ปลูกข้าวโพดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ สาเหตุที่เกษตรกรในพื้นที่นิยมปลูกข้าวโพดเพราะมีราคารับซื้อสูงถึง 5-7 บาทต่อกิโลกรัม นอกจากนี้ กลุ่มธุรกิจพืชครบวงจรเครือเจริญโภคภัณฑ์ ได้คาดการณ์ว่า ในปี พ.ศ. 2552 นั้น ราคาข้าวโพดอาจปรับสูงขึ้นถึงกิโลกรัมละ 10 บาท เนื่องจากทั่วโลกต้องการใช้ข้าวโพดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และอุตสาหกรรมพลังงาน และสถานการณ์ประเทศไทยที่ต้องการใช้ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้นในอัตราร้อยละ 3.73 ต่อปี (ข้อมูลปี พ.ศ. 2533/2534 ถึง 2542/2543)

ตารางที่ 1 แสดงพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพื้นที่เกษตรของจังหวัดน่าน (สนง.เกษตรจังหวัดน่าน,2549)

ลำดับที่ อำเภอ(ตำบล) จำนวนเกษตรกร * พื้นที่ทั้งหมดมีป่าปกคลุม พื้นที่การเกษตรพื้นที่น้ำ พื้นที่ปลูกข้าวโพด ผลผลิตเฉลี่ย **(กก.ต่อไร่)
1 เมืองน่าน (11) 2,412 508,203 62,964 38,962 727.24
2 เวียงสา (17) 3,460 1,184,308 58,540 55,135 768.68
3 ปัว (12) 1,385 410,852 63,810 18,374 935.81
4 ท่าวังผา (10) 2,118 148,877 154,445 23,723 888.90
5 นาน้อย (7) 2,569 880,076 65,724 70,135 840.24
6 เชียงกลาง (6) 287 173,197 30,938 8,163 583.59
7 ทุ่งช้าง (4) 771 475,507 30,938 10,882 677.97
8 แม่จริม (5) 1,304 623,845 26,203 25,310 617.70
9 บ้านหลวง (4) 1,382 211,381 25,428 15,564 777.01
10 สันติสุข (3) 1,351 260,523 18,268 17,601 694.59
11 นาหมื่น (4) 1,428 491,005 23,280 20,649 718.74
12 บ่อเกลือ (4) 130 530,213 22,159 484 397.59
13 สองแคว (3) 767 340,227 26,345 12,727 780.72
14 เฉลิมพระเกียรติ (2) 536 324,181 18,017 7,858 654.67
15 กิ่งอำเภอภูเพียง (6) 1,531 317,617 41,791 29,275 731.41
รวม 21,431 7,170,045 703,137 360,161 719.66

* ข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในปี พ.ศ.2549 ระดับตำบล, ** ผลผลิตในสถานี 1,100-1,200 กก./ไร่

ข้าวโพดเป็นพืชปลูกง่ายต้องการการดูแลรักษาระหว่างช่วงปลูกไม่มากนัก สร้างรายได้สูง เกษตรกรได้เงินเร็วภายใน 4 เดือนและมีตลาดรับซื้อทั่วไป อีกทั้งเกษตรกรไม่ต้องจ่ายเงินลงทุนเอง เพียงแต่ไปกู้เงินหรือรับปัจจัยการผลิตจากพ่อค้าท้องถิ่น นอกจากนี้ยังมีบริษัทพืชอาหารสัตว์ส่งเสริมให้ปลูก โดยให้ยืมปัจจัยการผลิตและรับซื้อโดยตรงอีกด้วย ดังนั้นจึงยากที่จะจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่นแทนข้าวโพด หรือแม้แต่ลดพื้นที่ปลูก

จากแนวโน้มสถานการณ์ราคาข้าวโพดที่สูงนี้ จะส่งผลให้มีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมากขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดน่าน เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเทือกเขาที่มีความลาดชันไม่เหมาะกับการปลูกพืชและเป็นพื้นที่ต้นน้ำ ซึ่งในปีพ.ศ. 2549 ได้เกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ขึ้นในจังหวัดน่าน ก่อความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนจำนวนมาก ซึ่งเชื่อกันว่ามีสาเหตุหนึ่งมาจากการตัดไม้ทำลายป่า การแผ้วถาง เพื่อทำไร่ข้าวโพดในที่ลาดชัน (http://www.prdnorth.in.th/viewnews.php?ID=070618160725)

สำหรับการปลูกข้าวโพดที่จังหวัดน่าน (ผลการสอบถามเกษตรกรและพ่อค้าท้องถิ่น เมื่อวันที่ 1-3 สิงหาคม 2550)พบว่า เกษตรกรปลูกข้าวโพดในพื้นที่ลาดชันโดยไม่ไถเตรียมดิน และใช้วิธีตัดเผาวัชพืชแทน บางพื้นที่ที่มีวัชพืชมากจะฉีดพ่นสารเคมีฉีดกำจัดวัชพืชก่อนเผา ซึ่งวิธีเผาวัชพืชนั้นน่าจะเร่งการสูญเสียหน้าดินหรืออินทรียวัตถุในดินไปอย่างมาก นอกจากนี้เกษตรกรยังฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชหลังปลูกทั้งกลุ่มสารพาราควอต ไกลฟอสเฟต และอะทราซิน ในอัตราและความถี่ในการพ่นที่ไม่เป็นไปตามคำแนะนำทางวิชาการ ในปัจจุบันบางพื้นที่ปลูกใช้เกลือแกงเข้มข้นฉีดพ่นด้วยโดยเฉพาะอำเภอบ่อเกลือ ซึ่งกำลังเป็นวิธีที่นิยมใช้กันอย่างรวดเร็ว เนื่องด้วยไม่ส่งผลต่อสุขภาพของผู้ฉีดพ่น ทำลายวัชพืชได้ดีโดยเฉพาะพืชใบกว้าง และเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่า

ปัจจุบันยังไม่มีข้อมูลปัญหามลพิษตกค้างจากสารเคมีป้องกันกำจัดวัชพืชและเกลือแกงในพื้นที่น่าน จึงเกิดข้อขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มอนุรักษ์สภาพแวดล้อมและเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด อย่างไรก็ตามจาก ดร.สุเทพ ทองมา ซึ่งเป็นนักวิชาการวัชพืช (5 ตุลาคม 2550) ให้ความเห็นว่า กลุ่มไกลฟอสเฟตและพาราควอต ไม่น่าจะมีผลตกค้างระยะยาวในระบบนิเวศ เพราะจะสูญสลายเป็นสารประกอบไนโตรเจนภายใน 2-3 วัน อย่างไรก็ตามอาจเกิดปัญหาเฉพาะกรณีฝนตกหลังจากฉีดพ่น ทำให้น้ำชะล้างสารเคมีลงสู่แหล่งน้ำเท่านั้น สำหรับกลุ่มอะทราซินจะตกค้างในดินนานหลายปี

อย่างไรก็ตามผลกระทบการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ลาดชันของจังหวัดน่าน ได้เริ่มแสดงผลทางลบต่อคความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยจากผลการสำรวจผลผลิตข้าวโพดในอำเภอสันติสุข (12-13 กันยายน 2550) พบว่า ฝักข้าวโพดเล็กลงเกือบครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับปีพ.ศ.2549 ในพื้นที่เดียวกัน ทั้งที่ใช้พันธุ์และการจัดการเหมือนกัน แสดงให้เห็นว่าผลผลิตเฉลี่ยต่อพื้นที่ลดลง ซึ่งเกษตรกรทราบกันดีและมีความคิดจะใส่ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น หรือไม่ก็ย้ายพื้นที่ปลูก ดังนั้นคาดหมายว่า จะมีผลให้เกษตรกรได้ผลตอบแทนไม่คุ้มทุน เพราะต้องซื้อปุ๋ยเคมีที่ราคาแพงเพิ่มสูงขึ้น และเกิดการบุกรุกทำลายพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้น

จากผลการประชุมจังหวัด (17-18 ตุลาคม 2550) (http://nan.doae.go.th/it/v405.pdf) รายงานว่า สำนักงานเกษตรจังหวัดน่านได้รับนโยบายให้หาแนวทางลดพื้นที่ปลูกข้าวโพด โดยให้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นไป ซึ่งสนง.เกษตรจังหวัดได้ดำเนินการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อน โอกาสและอุปสรรค (SWOT analysis) ของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และพืชทดแทน ได้แก่ ยางพารา ชาอัสสัม ข้าวโพดหวานและไผ่ แล้ว แต่ยังติดปัญหาด้านอื่นเช่น ปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าในกรณีปลูกไม้ยืนต้นเศรษฐกิจเช่น ยางพารา เนื่องเพราะพื้นที่ข้าวโพดส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ส่วนการปลูกชาอัสสัมเพื่อผลิตเมี้ยงนั้นมีปัญหาตลาดรับซื้อ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องระดมความคิดเห็นทางวิชาการเพื่อร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว

อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินในพื้นที่ปลูกข้าวโพดดังกล่าว ไม่ได้แสดงผลที่รุนแรงและให้รวดเร็ว จนเกษตรกรเห็นผลเสียเชิงประจักษ์ ต้องใช้เวลานานหลายปี ทั้งที่ผลการเปลี่ยนแปลงนี้ จะกลับคืนสู่สภาพดีเช่นเดิมได้ยากมาก ดังนั้นโครงการนี้จึงได้เก็บข้อมูลผลกระทบเชิงนิเวศและการเกษตรให้เป็นเชิงประจักษ์ ในพื้นที่ปลูกข้าวโพดในที่ลาดชันของจังหวัดน่าน ตลอดจนข้อมูลการปลูกและความคิดเห็นของเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดทั้งในด้านระบบการผลิตข้าวโพดและต้นทุน ทัศนคติที่มีต่อการลดพื้นที่ปลูก รวมทั้งแนวคิดทางเลือกปลูกพืชอื่นแทนข้าวโพดในกรณีเปลี่ยนพืชปลูก ทั้งนี้เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจหาทางเลือกที่เหมาะสมในการปลูกพืชอื่น หรือกิจกรรมเสริมรายได้อื่น ทดแทนการปลูกข้าวโพดในที่ลาดชันอย่างไรก็ตามจะใช้เวทีเสวนาชาวบ้านในการกำหนดแนวทางเลือกที่เหมาะสม และเป็นแนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายภาคีในพื้นที่ที่ประกอบด้วย หน่วยราชการ วิชาการและกลุ่มเกษตรกร เพื่อให้เกิดการยอมรับที่ยั่งยืนและร่วมกันพัฒนาทางเลือกที่เหมาะสมนี้ต่อไป

วัตถุประสงค์

  1. พัฒนาและประมวลผลข้อมูลสำรวจเชิงพื้นที่การปลูกข้าวโพดทางด้านเศรษฐศาสตร์ สังคมและระบบนิเวศเกษตรในพื้นที่เป้าหมายของจังหวัดน่าน ได้แก่อำเภอปัว เวียงสา นาน้อยและสันติสุข
  2. กำหนดแนวทางเลือกที่เหมาะสมโดยเกษตรกรมีส่วนร่วมเพื่อทดแทนการปลูกข้าวโพดในที่ลาดชัน ของจังหวัดน่าน โดยใช้ Analytical Hierarchy Process
  3. ศึกษารูปแบบการประสานความร่วมมือกันระหว่างเครือข่ายภาคีในพื้นที่ เพื่อการพัฒนาทางเลือกใหม่ทดแทนการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ลาดชันของจังหวัดน่าน