งานวิจัย : การสืบค้นและจัดการมรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนในอำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน
นักวิจัย : รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช
วันเริ่มต้นโครงการ : 01/08/2007
วันสิ้นสุดโครงการ : 31/07/2009
จังหวัด : แม่ฮ่องสอน
เอกสารประกอบ :

ความเป็นมาของโครงการ

ระบบทุนนิยมเสรีในโลกยุคโลกาภิวัฒน์ได้ส่งผลกระทบทางด้านวัฒนธรรม สังคมและเศรษฐกิจต่อประเทศกำลังพัฒนาโดยตรง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมวัฒนธรรมที่เป็นผลจากกระแสของเศรษฐกิจบริโภคนิยมจากประเทศตะวันตก การท่องเที่ยวในยุคที่โลกไร้พรมแดนก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่นในโลก

กระแสของจัดการการท่องเที่ยวรูปแบบต่างๆ ได้รับการส่งเสริมอย่างกว้างขวางทั่วโลกไม่ว่าจะเป็นประเทศที่พัฒนา กำลังพัฒนาและด้อยพัฒนา “อดีต” และ” มรดกทางวัฒนธรรม” ถูกนำมาใช้และกลายเป็นรูปแบบส่วนหนึ่งของธุรกิจ/อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ดังนั้นจึงมักจะปรากฏว่าแหล่งโบราณคดี/แหล่งโบราณสถาน ถูกใช้เป็นแหล่งท่องเที่ยว มีการพัฒนาโดยการจัดการแหล่งโบราณคดีให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เช่น อุทยานประวัติศาสตร์ และพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง นอกจากนี้ก็มีการใช้วัฒนธรรมประเพณีเป็นจุดดึงดูดและจูงใจในการท่องเที่ยว ในขณะที่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศก็เน้นการท่องเที่ยวจากแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ

ประเทศไทยก็ได้รับผลกระทบจากกระแสของโลกาภิวัฒน์เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะจากนโยบายการท่องเที่ยวที่รัฐส่งเสริมโดยเน้นด้านการตลาดเป็นหลัก เช่น นโยบายเรื่องหนึ่งตำบลหนึ่งแหล่งท่องเที่ยว หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจึงพยายามดำเนินงานตามนโยบายนี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งเป็นพื้นที่หนึ่งที่มีความร่ำรวยทั้งด้านทรัพยากรทางธรรมชาติ ชาติพันธุ์ และวัฒนธรรม ถูกพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศชั้นนำของประเทศสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศที่สนใจธรรมชาติเป็นเวลามากว่า 20 ปีแล้ว (เช่นดวงใจ หล่อธนวณิชย์ และโยชิตะ อิวะสะ 2545, ยศ สันตสมบัติ และคณะ 2543, อุดร วงษ์ทับทิม และคณะ 2545)

เส้นทางการท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ได้รับการพัฒนาอยู่ในช่วงพ.ศ. 2530-40 คือ เชียงใหม่-ปาย-ปางมะผ้า-แม่ฮ่องสอน-ขุนยวม เป็นเส้นทางที่ได้รับส่งเสริมและสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เส้นทางนี้ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยวเชิงนิเวศและผจญภัยต่อมา โดยหน่วยงานของรัฐได้ปรุงแต่ง คิดประดิษฐ์วัฒนธรรมไทยใหญ่และชนเผ่าให้เป็นอัตลักษณ์ของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดแม่ฮ่องสอน อย่างไรก็ดี การพัฒนาไม่ได้มีพื้นฐานจากความรู้ท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโบราณคดี ประวัติศาสตร์และมรดกวัฒนธรรมเพื่อนำมาใช้เป็นฐานของการวางแผนแม่บทการจัดการท่องเที่ยว ดังนั้น ตั้งแต่ช่วงระยะเวลาดังกล่าวมีการเปลี่ยนแปลงทั้งกายภาพของเมือง หมู่บ้าน อำเภอ สิ่งแวดล้อม สังคมและวัฒนธรรมเกิดขึ้นในอำเภอต่างๆที่มีการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะมีกลุ่มนายทุนจากภายนอกมาลงทุนทำธุรกิจการท่องเที่ยว ทำให้ผลประโยชน์ทางด้านเศรษฐกิจแทบจะไม่ได้ตกถึงชุมชนโดยตรง ชุมชนไม่ใช่เจ้าของทรัพยากรทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรมของตนเองอีกต่อไป แต่กลับเป็นลูกจ้างของนายทุนที่เข้ามาทำธุรกิจ และเกิดความขัดแย้งขึ้นภายในชุมชน

ในระหว่างปีพ.ศ. 2442-49 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้ตระหนักถึงปัญหาของการเติบโตของการท่องเที่ยว จึงได้สนับสนุนการวิจัยเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนและสร้างกลไกในการจัดการการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโดยชุมชนในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และมีนโยบายในการวิจัยเชิงพื้นที่ต่อมา (ดวงใจ หล่อธนวณิชย์ และโยชิโระ อิสะวะ 2545, ธวัชชัย รัตนซ้อน 2542, ยศ สันตสมบัติและคณะ 2543, สมโภชน์ ศรีโกมาตร และคณะ 2542, สุภาวดี มีสิทธิ์และคณะ 2544, 2545, อุดร วงษ์ทับทิม และคณะ 2545) โดยพยายามเตรียมความพร้อมของชุมชนในการจัดการแหล่งท่องเที่ยวในอำเภอปางมะผ้า และปาย โครงการต่างๆ เหล่านี้มีหลักการส่งเสริมความเข็มแข็งในด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั้นว่าจะต้องเป็นการดำเนินการที่ตั้งอยู่บนฐานของความเสมอภาคในการกระจายผลประโยชน์ ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากร มีการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่น มีการให้ความรู้เกี่ยวกับคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรในท้องถิ่นซึ่งเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์ที่มีคุณภาพแก่นักท่องเที่ยว รวมทั้งมีการอนุรักษ์และดำรงรักษาทรัพยากรทางธรรมชาติและวัฒนธรรม (ดวงใจ หล่อธนวณิชย์ 2549, ศรีศักร วัลลิโภดม 2546) อย่างไรก็ดี งานวิจัยที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการที่รวบรวมเรื่องราวของภูมิหลังทางด้านสังคม-วัฒนธรรมของชุมชน/กลุ่มชาติพันธุ์น้อยมาก ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้นรูปแบบของการจัดการจึงเน้นในเรื่องของกลไกและรูปแบบการจัดการ มากกว่าการผลิตความรู้ที่เป็นพื้นฐาน ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญสำหรับการนำไปสร้างเป็นเนื้อหาสำหรับการท่องเที่ยว

สำหรับอำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวม เป็นพื้นที่ซึ่งเหมาะสมสำหรับการวิจัยเชิงพื้นที่ (area-based research) เพราะมีปัจจัยที่แตกต่างกันและมีจุดเด่นที่น่าสนใจสำหรับการศึกษาวิจัยเปรียบเทียบสำหรับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งสามพื้นที่มีการพัฒนาการท่องเที่ยวในระดับที่ไม่เท่าเทียมกัน และพบว่าการท่องเที่ยวได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชนในระดับต่างๆ

อำเภอปาย ความรุนแรงของการเปลี่ยนแปลงนั้นมากกว่าอำเภอปางมะผ้า อำเภอขุนยวม เพราะเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพื้นที่ของอำเภอปายอย่างรวดเร็ว มีนายทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้าไปซื้อที่ดินและบ้านเรือนปรับเปลี่ยนเป็นร้านค้าและที่พัก(เกสต์เฮาวส์) เพื่อให้บริการแก่นักท่องเที่ยว(ต่างชาติ) ชุมชนท้องถิ่นก็เริ่มย้ายถิ่นฐานออกนอกเมือง วัฒนธรรมดั้งเดิมที่เคยมีอยู่ก็เริ่มเสื่อมถอย เกิดปัญหาอาชญากรรม โสเภณี ยาเสพติด และปัญหาเยาวชนมากขึ้น (ปุสตี อาคมานนนท์ มอนซอนและคณะ 2535) การเสื่อมถอยและวิกฤตทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นในระยะหลังๆนี้ นับว่าเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง ประกอบกับรัฐและองค์กรในระดับท้องถิ่นพยายามขยายและส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยนำตัวเลขทางเศรษฐกิจมาเป็นเกณฑ์แสดงถึงความเจริญของพื้นที่ ซึ่งถ้ามองแต่ในด้านผลได้ทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีการจัดการที่ดีแล้ว เชื่อแน่ว่าจะเป็นผลดีแก่ท้องถิ่นเพียงในระยะสั้นๆ เท่านั้น แต่ในระยะยาวกลับจะเป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์ และมีผลต่อวัฒนธรรมที่ดีงามอันเก่าแก่ของท้องถิ่น ซึ่งจะเป็นการสูญเสียที่สำคัญยิ่งและอาจจะไม่สามารถนำกลับคืนมาได้ ในที่สุดก็จะทำให้แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสวยงาม และวิถีชีวิตวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเอกลักษณ์ของตนเอง ซึ่งเคยเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ให้มาเยือนเพื่อศึกษาหาความรู้และพักผ่อนสูญหายไปด้วย (ดวงใจ หล่อธนวณิชย์ 2549) ดังจะเห็นได้ในปัจจุบันที่นักท่องเที่ยวคุณภาพจากต่างประเทศ เริ่มเปลี่ยนจุดหมายจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน ไปสู่เมืองวังเวียง หลวงพระบาง หรือฮาลอง ในสาธารณรัฐประชาชนลาวและเวียดนามมากขึ้น ทั้งนี้ เนื่องจากที่ผ่านมาการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยเน้นธุรกิจเป็นหลัก จนไม่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่โดดเด่นเหมือนเช่นที่เคยเป็น ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพลดลงอย่างน่าเป็นห่วง และนับวันก็จะส่งผลกระทบในทางลบต่อการท่องเที่ยวของอำเภอปาย มีผลต่อทรัพยากรธรรมชาติ และกระทบต่อวิถีชีวิตวัฒนธรรมอันดีงามของชุมชนในอำเภอปายมากยิ่งขึ้น

ขณะที่อำเภอปางมะผ้า มีการเปลี่ยนแปลงที่ช้ากว่า และยังดำรงอัตลักษณ์เกี่ยวกับธรรมชาติและวัฒนธรรมได้เหนียวแน่นกว่าปาย เนื่องจากพื้นที่ทุรกันดารยังเป็นปราการสำคัญที่ช่วยป้องกันการไหลบ่าของวัฒนธรรมโลกาภิวัตน์ อำเภอปางมะผ้าอยู่บนเส้นทางการท่องเที่ยวระหว่างอำเภอปายและจังหวัดแม่ฮ่องสอนซึ่งนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มักจะไม่ค้างคืน ผลกระทบการท่องเที่ยวในอำเภอปางมะผ้ายังมีไม่มากนัก เพราะมีเพียงบางชุมชนที่เริ่มพัฒนาการท่องเที่ยว เช่นหมู่บ้านเมืองแพม บ้านถ้ำลอด บ้านแม่ละนา เป็นต้น จุดเด่นของอำเภอปางมะผ้าคือฐานความรู้ทางวิชาการ มีการศึกษาวิจัยมากมายและมีความโดดเด่นในเรื่องของธรรมชาติโดยเฉพาะถ้ำ โบราณคดี ความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม แต่ก็มีจุดที่ต้องพัฒนาคือเรื่องของการจัดการถ่ายทอดความรู้จากโครงการวิจัยโบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า (รัศมี ชูทรงเดช 2547) ปัญหาของมัคคุเทศก์ที่ยังไม่มีเนื้อหาการนำเที่ยว และการวางแผนแม่บทสำหรับการท่องเที่ยวที่สัมพันธ์กันในเชิงพื้นที่

ส่วนอำเภอขุนยวม ก็มีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมที่ช้าเช่นเดียวกับอำเภอปางมะผ้า เพราะเป็นจุดปลายทางของการท่องเที่ยว ผลกระทบจากการท่องเที่ยวยังไม่รุนแรง จุดเด่นของอำเภอขุนยวมคือทุ่งบัวตองและพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่สอง แต่ปัญหาที่พบคือยังขาดการรวบรวมความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น ไม่มีการวิจัยทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และขาดระบบการจัดการท่องเที่ยว

การจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีฐานจากการมีส่วนร่วมของชุมชน และเน้นเนื้อหาความรู้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประวัติความเป็นมาของมาตุภูมิ ชุมชน หรือความรู้เกี่ยวกับทรัยพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในท้องถิ่น ล้วนเป็นต้นทุนที่มีคุณค่า ซึ่งนักท่องเที่ยวคุณภาพทุกคนปรารถนาใคร่เรียนรู้ คือความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาของผู้คน วัฒนธรรม และสถานที่ ซึ่งตนมาเยือน อาจกล่าวได้ว่าพื้นที่วิจัยในอำเภอปางมะผ้าและขุนยวม มีศักยภาพในการพัฒนาและสามารถเตรียมการท่องเที่ยวให้รัดกุม เพราะยังไม่ประสบกับปัญหาวิกฤตที่รุนแรงอันเกิดจากการท่องเที่ยวเช่นเดียวกับอำเภอปาย

ดังนั้น การวางแผนการจัดการท่องเที่ยวสำหรับอำเภอปางมะผ้า และขุนยวม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาเช่นเดียวกับอำเภอปาย และการกู้วิกฤตการเสื่อมถอยของสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของอำเภอปาย จึงจำเป็นจะต้องกลับไปสู่การทำความเข้าใจรากเหง้าและมรดกภูมิปัญญาของคนโบราณที่เคยอาศัยอยู่ในพื้นที่วิจัยในอดีตและพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ความรู้ความเข้าใจในอดีตนี้จะเป็นการสร้างสำนึกที่ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในคุณค่าของ “ของดี” หรือ “มรดกทางวัฒนธรรม” ที่มีอยู่ในบ้านเมืองของตัวเอง ส่งผลต่อการอนุรักษ์ พื้นฟูและการดำรงรักษาอัตลักษณ์ของแต่ละอำเภอในจังหวัดแม่ฮ่องสอนไว้ ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวสนใจและกลับมาเมืองปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวม เพื่อทำความรู้จักในฐานะที่เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์อารยธรรมที่ยาวนานตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (รัศมี ชูทรงเดช 2547) สมัยอาณาจักรล้านนา (สรัสวดี อ๋องสกุล 2544) สมัยรัตนโกสินทร์ (คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ 2542, สำนักงานวัฒนธรรมประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2549, รัศมี ชูทรงเดช 2550) สมัยสงครามโลกครั้งที่สอง (สหวัฒน์ แน่นหนาและชิณณวุฒิ วิลยาลัย 2543, สุรศักดิ์ ป้อมทองคำและคณะ 2541, ห้างหุ้นส่วนเฌอกรีน 2542, www.search.com/reference/Battle_of_Imphal) และยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน ที่สำคัญการพัฒนาโดยมีพื้นฐานของความรู้ มีโอกาสที่จะดึงดูดนักท่องเที่ยวที่มีคุณภาพเข้ามาแทนที่ หากมีการฟื้นฟูและจัดการในแนวทางพระราชดำริคือการกลับไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยวที่เน้นความเรียบง่ายและความพอดี โดยใช้วิถีชีวิตและวัฒนธรรมท้องถิ่นอันดีงามที่มีอยู่เดิม เป็นแกนในการร้อยรัดสังคมท้องถิ่นให้เข้มแข็ง และอนุรักษ์ทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในท้องถิ่นให้เป็นเสน่ห์ของเมืองปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวมที่ยั่งยืนต่อไป

โครงการวิจัยนี้ จึงเป็นโครงการที่ต้องการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนเพื่อสร้างความเข็มแข็งให้กับชุมชนต่างชาติพันธุ์ โดยมีพื้นฐานจากความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภูมิหลังของดินแดนและผู้คนที่อาศัยอยู่มาแล้วแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากการสืบค้นข้อมูลมรดกทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ โดยมองการจัดการความรู้และการท่องเที่ยวที่มีความสัมพันธ์กันจากการเชื่อมโยงเชิงพื้นที่ของอำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวม เนื่องจากอำเภอปางมะผ้ามีฐานความรู้ทางวิชาการหลายมิติทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรม จึงควรถอดความรู้ทางวิชาการที่ยากเพื่อพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นและหลักสูตรท่องเที่ยวเพื่อบรรจุในการเรียนการสอนของวิทยาลัยชุมชนจังหวัดแม่ฮ่องสอน และทำการวิจัยและรวบรวมข้อมูลทางด้านโบราณคดี ผู้คนและศิลปะวัฒนธรรมของเมืองปาย และขุนยวม และพัฒนากลไกที่นำไปสู่การมีส่วนร่วมขององค์กรต่างๆ ในอำเภอปาย ปางมะผ้า และขุนยวม เช่น หน่วยงานราชการ องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน ชุมชนท้องถิ่น ผู้รู้ และนักวิชาการที่ทำงานวิจัยอยู่ในพื้นที่ ฯลฯ ซึ่งจะเป็นข้อมูลสำหรับแนวทางในการพัฒนา สำหรับจัดการมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมเส้นใหม่ระหว่างอำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวมที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ในมิติทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ในภาพรวมของภูมิภาค แทนการมองแบบแยกส่วนของแต่ละอำเภอ

โดยสรุป การฟื้นฟูพลังและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั้น จำเป็นที่จะต้องสร้างฐานองค์ความรู้ทางวิชาการ และใช้ความรู้ในการวางแผนแม่บทสำหรับการพัฒนาชุมชนในท้องถิ่น โดยมีมรดกวัฒนธรรมทางโบราณคดี-ประวัติศาสตร์ความทรงจำเป็นแกนกลางของสายใยที่ถักทอเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของชุมชุมต่างอำเภอร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เกิดพลังในการเสียดทานกระแสโลกาภิวัตน์อย่างตระหนักรู้ ดำรงรักษาอัตลักษณ์ของตนไว้ได้ และสืบสานภูมิปัญญาดั้งเดิมของบรรพชนสืบต่อลูกหลานต่อไป ผลพลอยได้ในเรื่องขององค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยก็ทำให้ผู้คนต่างถิ่นได้เรียนรู้เกี่ยวกับผู้คน และวัฒนธรรมที่เขามาเยือน เกิดความซาบซึ้งและเคารพความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ศาสนาและวัฒนธรรม เคารพความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ซึ่งจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันโดยสันติ นอกจากนี้องค์ความรู้ใหม่ยังสามารถจะทำให้มีเนื้อหาที่น่าสนใจ และสร้างเสน่ห์สำหรับการจัดการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนได้ โดยเน้นความถูกต้องและเสนอความจริงที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งเกร็ดความรู้ อันจะทำให้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์สมัยต่างๆ เป็นภาพที่มีชีวิตและน่าสนใจ สามารถสร้างแรงดึงดูดให้คนมาเยือนพื้นที่วิจัยได้อย่างต่อเนื่อง และเกิดความยั่งยืนในการรักษา “ของดี” ที่มีอยู่ในมาตุภูมิของตน

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิหลังของคน สังคม และวัฒนธรรมที่อาศัยอยู่ในอำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวม
  2. เพื่อสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสิ่งแวดล้อมทั้งในอดีตและปัจจุบัน
  3. เพื่อประมวลประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจากประวัติความทรงจำ/ประวัติศาสตร์บอกเล่าของคนที่อาศัยอยู่ในอำเภอปาย ปางมะผ้า และขุนยวม
  4. เพื่อบูรณาการองค์ความรู้เกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น และประวัติของพื้นที่ในอำเภอปาย-ปางมะผ้าและขุนยวมจากอดีตถึงปัจจุบัน
  5. เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลเกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมสำหรับการจัดการความรู้และการท่องเที่ยว
  6. เพื่อพัฒนาหลักสูตร แหล่งเรียนรู้ แหล่งท่องเที่ยว และเชื่อมโยงเส้นทางของแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนของอำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวม