งานวิจัย : โครงการระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของเครือข่ายเกษตรกรจังหวัด
นักวิจัย : ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา
วันเริ่มต้นโครงการ : 15/12/2008
วันสิ้นสุดโครงการ : 14/12/2009
จังหวัด : พะเยา
เอกสารประกอบ :

ความเป็นมาของโครงการ

อาชีพหลักของประชากรในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนบน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตจังหวัดพะเยา ยังคงประกอบอาชีพหลักในภาคเกษตรกรรม โดยอาชีพหลักได้แก่การปลูกข้าวและข้าวโพด ในการประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรมเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดีนั้น เกษตรกรต้องใส่ปัจจัยการผลผลิตให้ได้มากพอที่พืชต้องการ ในปัจจุบันปัจจัยการผลผลิตเหล่านี้มีราคาสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสภาวะน้ำมันแพง ทำให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลผลิตสูง แต่ราคาผลผลิตไม่ได้เพิ่มตามหรือเพิ่มก็เพียงเล็กน้อย

ในปี พ.ศ. 2551 จังหวัดพะเยามีพื้นที่ทางการเกษตรที่ทำไร่ข้าวโพด กว่า 230,000 ไร่ มีผลผลิตรวมกว่า 190,000 ตัน (สันติ, 2551) พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก ในการปลูกแต่ละครั้งเกษตรกรมีต้นทุนการผลผลิตกว่า 2,500-3,000 บาทต่อไร่ ซึ่งรวมถึง ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าเตรียมพื้นที่ในการเพาะปลูก ค่าปุ๋ยเคมี ค่าสารเคมีกำจัดวัชพืชและโรคแมลง และค่าเก็บเกี่ยว หากปีใดเกิดภาวะฝนแล้ง เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตได้จะทำให้ขาดทุนเป็นจำนวนเงินกว่า 50,000-60,000 บาทต่อราย (คิดพื้นที่การปลูก 20 ไร่ต่อราย) เห็นได้ว่าเกษตรกรต้องแบกภาระความเสี่ยงที่สูง อีกทั้งราคารับซื้อยังผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจทุกปี อยู่ระหว่าง 4.5-8.5 บาท ปีใดราคาข้าวโพดตกต่ำก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่เกษตรกรกว่า 20,000 ราย และตัวเกษตรกรเองก็เลือกที่จะจัดชุมนุมประท้วงด้วยการปิดถนนก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการผลผลิตข้าวโพดสูงได้แก่ ค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมซึ่งมีราคาแพงประมาณ 100-120 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งหากใช้ในปริมาณ 3 กิโลกรัมต่อไร่ จะมีค่าเมล็ดพันธุ์กว่า 6,000-7,200 บาทต่อฤดู (คิดพื้นที่การปลูก 20 ไร่ต่อราย) โดยในแต่ละปีจังหวัดพะเยาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมกว่า 84 ล้านบาท (สงบ, 2551) และเมล็ดพันธุ์ลูกผสมเป็นพันธุ์ที่เก็บไว้ใช้ต่อไม่ได้ ต้องซื้อใหม่ทุกปีเนื่องจากจะเกิดความเสื่อมถอยของพันธุกรรม อีกทั้งการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ภาคเหนือเองไม่ได้ใส่ปัจจัยการผลิตมากนัก ใช้ความอุดมสมบูรณ์ที่เหลือจากการปลูกข้าว และพื้นที่ส่วนใหญ่ก็อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก เป็นการใช้ศักยภาพของพันธุ์ลูกผสมแบบไม่เต็มที่ ทางสำนักวิชาเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา ได้ตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้จัดการประชุมเพื่อระดมโจทย์ปัญหาในจังหวัดพะเยาโดยประกอบไปด้วย สำนักเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา โดยคุณสงบ ยศมูล และตัวแทนเกษตรกรจากกลุ่มอาสาสมัครเกษตรจังหวัดพะเยากว่า 20 ท่าน จากผลการประชุมทางสำนักวิชา ฯ ได้เสนอทางเลือกที่จะลดต้นทุนค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด โดยการใช้ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดซึ่งมีราคาถูก โดยมีราคาเพียงกิโลกรัมละ 25 บาท มาทดแทนการใช้พันธุ์ลูกผสม ซึ่งข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดเป็นข้าวโพดที่มีพันธุกรรมหลากหลาย สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ต่อในปีถัดไปได้ โดยการปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้นั้น สามารถทำได้โดยปลูกข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดไม่ให้เกิดการผสมข้ามกับพันธุ์อื่น และต้องคัดเลือกพันธุ์ให้มีพันธุกรรมครบถ้วน แต่ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดเองก็มีข้อจำกัดตรงที่ไม่สม่ำเสมอ และผลผลิตไม่เทียบเท่าพันธุ์ลูกผสม ซึ่งอาจทำให้ตัวเกษตรกรเองไม่ชอบ อย่างไรก็ตามที่พิจารณาด้านต้นทุนการผลผลิตร่วมด้วย ก็จะเป็นการคุ้มทุน โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าพันธุ์ผสมเปิดสามารถเก็บเมล็ดไว้ใช้ต่อในฤดูถัดไปได้ หากมีวิธีการเก็บที่ถูกต้อง ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้จึงมุ่งเน้นการวิจัยแบบเกษตรกรมีส่วนร่วม หรือเป็นการวิจัยแบบ Onfarm-Research โดยเลือกพื้นที่ที่มีเกษตรกรหัวก้าวหน้าและใช้เกษตรกรเป็นผู้ปลูกทดสอบเอง เพื่อให้ตัวเกษตรกรได้เห็นถึงผลผลิต ต้นทุน กำไรที่จะได้รับ และให้ตัวเกษตรกรเองเป็นผู้ตัดสินใจที่จะเลือกใช้ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดหรือไม่ และจัดเป็นแปลงสาธิตเพื่อให้กลุ่มเกษตรกรที่สนใจมาศึกษาดูงาน และเข้าร่วมต่อไป

วัตถุประสงค์

  1. พัฒนาเทคโนโลยีการคัดเลือกและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดไว้ใช้ต่อในระดับชุมชน
  2. สร้างเครือข่ายเกษตรกรต้นแบบ ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวโพด และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรที่สนใจได้
  3. เพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้เพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีการคัดเลือกและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิด