งานวิจัย : การศึกษารอบการทำไร่หมุนเวียนที่เหมาะสมต่อระบบนิเวศป่าไม้และผลผลิตทางเกษตร
นักวิจัย : ดร.กมลไชย คชชา
วันเริ่มต้นโครงการ : 01/03/2009
วันสิ้นสุดโครงการ : 28/02/2010
จังหวัด : แม่ฮ่องสอน
เอกสารประกอบ :

ความเป็นมาของโครงการ

จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยที่พื้นที่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ โดยมีพื้นที่ป่าไม้ประมาณร้อยละ 88 ของพื้นที่จังหวัด หรือประมาณ 7 ล้านกว่าไร่ ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีสภาพเป็นป่าไม้และเทือกเขาสลับซับซ้อนนี้ ได้มีราษฎรชาวไทยภูเขาอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากรวมทั้งสิ้น 8 เผ่า คือ กะเหรี่ยง (กะเหรี่ยงโปว์ และกะเหรี่ยงสะกอ) แม้ว (หรือม้ง) มูเซอร์ (มูเซอร์แดง และมูเซอร์ดำ) ไทยใหญ่ ลั๊วะ ลีซอ ปาดอง (หรือกะเหรี่ยงคอยาว) และจีนฮ่อ ซึ่งชาวไทยภูเขาเหล่านี้ได้ตั้งถิ่นฐานและบุกเบิกพื้นที่ป่าไม้เพื่อทำการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนอยู่บนพื้นที่สูงมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน และการดำเนินชีวิตส่วนใหญ่ยังคงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งมีเพียงบางพื้นที่หรือบางชุมชนเท่านั้นที่เปลี่ยนวิถีชีวิตมาใช้พื้นที่แบบทำไร่ถาวร เนื่องจากมีประชากรเพิ่มมากขึ้นและพื้นที่ทำกินมีจำกัด ตลอดจนได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการผลิตทางการเกษตรจากการผลิตเพื่อยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อการค้า

การทำไร่หมุนเวียนมีส่วนที่ทำให้กายภาพของดินเปลี่ยนแปลง เสื่อมความอุดมสมบูรณ์ และอาจเกิดการพังทลายของดินและผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมเนื่องจากการถางและเผา (slash and burn) เพื่อการเตรียมพื้นที่ของการทำไร่หมุนเวียน ขณะไฟไหม้พื้นที่ป่าไม้จะเกิดเถ้าถ่านเกิดขึ้นอย่างมาก และเกิดมีธาตุอาหารบางส่วนเพิ่มขึ้นและบางส่วนเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจเปรียบเสมือนการเติมปุ๋ยให้กับดินได้อย่างรวดเร็วแต่จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้น ๆ วิโรจ (2532) อธิบายว่า เมื่อต้นไม้ในป่าถูกเผาด้วยอุณหภูมิที่สูง เถ้าถ่านที่เกิดขึ้นรวมกับชิ้นส่วนของพืชที่ยังเป็นถ่านอยู่หรือที่ยังเผาไหม้ไม่หมดจะมีน้ำหนักแห้งเฉลี่ย 4 ตันต่อเฮกตาร์ โดยมีองค์ประกอบของธาตุอาหารพืชอยู่คือ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P2O5) และโพแทสเซียม (K2O) ประมาณ 70, 14 และ 45 กก.ต่อเฮกตาร์ ตามลำดับ และมีปูนโดโลไมต์ ประมาณ 240 กก.ต่อเฮกตาร์ ที่เหลือจะเป็นพวกธาตุเหล็ก สังกะสี ทองแดง แมงกานีส โซเดียม และอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม องค์ประกอบและปริมาณของธาตุอาหารที่หลงเหลืออยู่ในเถ้าที่ได้จากการเผาป่านี้จะแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดป่า อายุของป่าไม้ และการเผาป่า นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับชนิดดินในพื้นที่ป่านั้น ๆ ไฟป่ายังส่งผลกระทบต่อคุณสมบัติทางเคมีของดิน คือ จะทำให้ปริมาณอินทรียวัตถุในดินลดลงโดยเฉพาะบริเวณผิวดิน ปริมาณอินทรียวัตถุที่สูญเสียไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของไฟและความชื้นของเชื้อเพลิง ซึ่งความร้อนของไฟจะเร่งกระบวนการแปรรูปจากสารอินทรีย์ที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบเป็นอนินทรีย์ไนโตรเจน (mineralization) ของอินทรียวัตถุ (Viro, 1974 อ้างใน เสวียน, 2538)

ที่ผ่านมา การทำไร่หมุนเวียนของราษฎรชาวไทยภูเขาที่ตั้งรกรากอยู่ในพื้นที่ป่าไม้ได้สร้างปัญหาต่อการบริหารจัดการและการดูแลป้องกันการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้เป็นอย่างมากโดยเฉพาะในจังหวัดแม่ฮ่องสอน กรณีที่เป็นข้อถกเถียงอยู่ตลอดมาคือ พื้นที่ไร่หมุนเวียนที่ถูกพักการทำไร่เพื่อให้ธรรมชาติฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ (หรือที่เรียกว่าไร่เหล่า) เมื่อถูกปล่อยทิ้งไว้เพียงไม่กี่ปี พื้นที่ดังกล่าวจะกลับกลายเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่ยากจะบอกได้ว่าเป็นไร่หมุนเวียนของชุมชนท้องถิ่น โดยเจ้าหน้าที่ของรัฐได้มองว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่กำลังฟื้นตัวเป็นพื้นที่ป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ อันจะส่งผลต่อระบบนิเวศที่ดี ผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์จะเป็นผู้จัดการน้ำตามธรรมชาติให้มีปริมาณเพียงพอต่อการดำรงชีวิตของประชาชน ดังนั้น ทรัพยากรน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพจึงเกิดจากความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ป่าไม้ของประเทศที่ประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐร่วมกันดูแลรักษาไว้ไม่ให้เสื่อมสภาพนั่นเอง

ในมุมมองของนักวิชาการสังคมศาสตร์โดยเฉพาะด้านวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นรวมถึงกลุ่มราษฎรชาวไทยภูเขา ต่างให้ความเห็นว่าการทำไร่หมุนเวียนเป็นวิถีการดำรงชีวิตของชนเผ่าที่เป็นมาอย่างต่อเนื่องยาวนานจนถึงปัจจุบัน ส่วนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทั้งกรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ได้มีความเห็นที่แตกต่างจากนักวิชาการด้านสังคมศาสตร์และกลุ่มราษฎรชาวไทยภูเขา จนกลายเป็นสาเหตุสำคัญที่สร้างความขัดแย้งกันตลอดมา อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาทุกฝ่ายยังคงหาหนทางคลี่คลายและแก้ไขปัญหาดังกล่าวอยู่ เช่น โครงการพิสูจน์สิทธิที่ทำกินตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2540 รวมถึงการดำเนินงานของนักวิชาการจากหลากหลายสถาบันและหลายหน่วยงานที่ได้นำเสนอโครงการศึกษาวิจัยต่าง ๆ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในหลายมิติที่เกี่ยวกับไร่หมุนเวียน ซึ่งทำให้พบว่างานวิจัยบางส่วนได้ถูกนำมาสนับสนุนแนวคิดของคนเพียงบางกลุ่ม ทำให้ไม่เกิดการยอมรับในภาพรวม การคลี่คลายปัญหาจึงยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร อีกทั้งจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ป่าไม้ทั้งทางภาคพื้นดินและจากอากาศยาน พบว่า ราษฎรชาวไทยภูเขาที่ตั้งถิ่นฐานบนพื้นที่สูงยังคงทำการเกษตรแบบไร่หมุนเวียนแทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง ยิ่งกว่านั้นในหลายพื้นที่กลับพบว่ามีการขยายพื้นที่ทำกินออกไปมากกว่าเดิม จนนักวิชาการป่าไม้เห็นว่าระบบนิเวศลุ่มน้ำของประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤติถ้าไม่สามารถหาทางหยุดปัญหาดังกล่าวได้ ประชากรจะต้องประสบกับภัยพิบัติจนไม่อาจดำรงชีวิตตามปกติได้อีกต่อไป

ดังนั้น ในโครงการวิจัยนี้ จะดำเนินการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับรอบหมุนเวียนที่เหมาะสมของการใช้พื้นที่ไร่เหล่าในการทำไร่หมุนเวียน โดยประการแรก จะได้สำรวจและศึกษาด้านระบบนิเวศในส่วนของโครงสร้างทางสังคมพืชและสัตว์ป่าเพื่ออธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงแทนที่ (succession) และเปรียบเทียบความหลากหลายทางชีวภาพ (biodiversity) ในพื้นที่ไร่หมุนเวียนที่ถูกปล่อยทิ้งให้เป็นไร่เหล่าในระยะต่าง ๆ ตั้งแต่ปีแรกจนถึงปีที่มีการทำไร่หมุนเวียน และประการที่สอง จะทำการเก็บข้อมูลและศึกษาความสัมพันธ์ของไร่เหล่าในระยะเวลาต่าง ๆ ที่มีต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและผลผลิตทางเกษตร และประการสุดท้าย จะทำการวิเคราะห์เพื่อประเมินรอบปีที่เหมาะสมต่อการทำไร่หมุนเวียนในระดับลุ่มน้ำ โดยศึกษาจากความสัมพันธ์ระหว่างระยะเวลาในรอบหมุนเวียนของไร่เหล่ากับระบบนิเวศในส่วนของโครงสร้างทางสังคมพืชและสัตว์ในรูปแบบของกระบวนการเปลี่ยนแปลงแทนที่ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และผลผลิตทางเกษตร อันอาจนำไปสู่การพิจารณาลดพื้นที่ไร่หมุนเวียนในระดับลุ่มน้ำและระดับอำเภอที่จะเกิดผลดีและเป็นต้นแบบต่อการบริหารจัดการพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนต่อไป

วัตถุประสงค์ของโครงการ

  1. สำรวจและศึกษาระบบนิเวศในส่วนของโครงสร้างทางสังคมพืชและสัตว์ป่า เพื่ออธิบายกระบวนการเปลี่ยนแปลงแทนที่ทุติยภูมิและเปรียบเทียบความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ไร่หมุนเวียนที่ถูกปล่อยทิ้งให้เป็นไร่เหล่าในระยะต่าง ๆ
  2. ศึกษาความสัมพันธ์ของไร่เหล่าในระยะเวลาต่าง ๆ ที่มีต่อความอุดมสมบูรณ์ของดินและผลผลิตทางเกษตร
  3. ศึกษารอบการทำไร่หมุนเวียนที่เหมาะสมโดยวิธีการประเมินด้านระบบนิเวศในส่วนของโครงสร้างทางสังคมพืชและสัตว์ ได้แก่ กระบวนการเปลี่ยนแปลงแทนที่ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความอุดมสมบูรณ์ของดิน และผลผลิตทางเกษตร