งานวิจัย : โครงการ การพัฒนาความมั่นคงของกองทุนสวัสดิการชุมชนจังหวัดพะเยา
นักวิจัย : ผศ.มนตรา พงษ์นิล
วันเริ่มต้นโครงการ : 01/11/2009
วันสิ้นสุดโครงการ : 31/10/2010
จังหวัด : พะเยา
เอกสารประกอบ :

ความเป็นมาของโครงการ

จังหวัดพะเยา นับว่าเป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินงานพัฒนาท้องถิ่นด้านต่าง ๆ โดยภาคประชาชน/องค์กรชุมชนที่เข้มแข็ง ซึ่งหากสืบไปทางประวัติความเป็นมา การเข้ามาหนุนเสริมการทำงานของภาคประชาชน โดยกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม (SIF) ตั้งแต่ พ.ศ. 2541 และมีหน่วยงานต่าง ๆ มาหนุนเสริมการทำงานของภาคประชาชนตามมาอย่างมากมาย เช่น แผนแม่บทชุมชน สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) แผนยุทธศาสตร์การบริหารราชการจังหวัดแบบบูรณาการ (แผน CEO) ฯลฯ การสนับสนุนดังกล่าว ทำให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มภาคประชาชนเป็นเครือข่ายในชื่อของ องค์กรชุมชนฅนฮักเมืองพยาว และมีกลุ่มที่เกิดจากการรวมตัวของภาคประชาชนต่าง ๆ ขึ้น เช่น ศูนย์พัฒนาสังคมสังฆมณฑล เชียงใหม่ เขตพะเยา

ในแต่ละองค์กรและเครือข่ายการทำงานภาคประชาชน มีการขับเคลื่อนงานในประเด็นต่าง ๆ มากมาย อาทิเช่น เกษตรทางเลือก ความอบอุ่นของครอบครัวและชุมชน แผนแม่บทชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยภูมิปัญญาชาวบ้าน องค์กรการเงิน ฯลฯ

การทำงานขับเคลื่อนองค์กรการเงินชุมชน เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาชาวบ้านในการรวมตัวเพื่อแก้ปัญหาความสัมพันธ์กับพ่อค้าคนกลางและลดปัญหาหนี้สินของชาวบ้าน ซึ่งในสมัยอดีตชาวบ้านได้รวมตัวกันในรูปของกองทุนข้าว กลุ่มฌาปนกิจ ออมทรัพย์เพื่อชีวิต กลุ่มออมทรัพย์เพื่อการผลิต และธนาคารหมู่บ้าน ซึ่งสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ในระดับหนึ่ง

ใน พ.ศ. 2548 จากพัฒนาการของธนาคารหมู่บ้านที่สี่ตำบลในอำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ได้แก่ ตำบลบ้านปิน ตำบลบ้านถ้ำ ตำบลหนองหล่มและตำบลคือเวียงนั้น แกนนำของธนาคารหมู่บ้านตำบลคือเวียงได้พัฒนารูปแบบการให้สวัสดิการแก่สมาชิกในชุมชนให้เกิดความยั่งยืนขึ้นเป็นตำบลแรกในจังหวัดพะเยา จนกลายเป็น กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลคือเวียง และในระยะต่อ ๆ มา มีตำบลอื่น ๆ ในจังหวัดพะเยาได้ขยายแนวคิดและผลของการจัดกองทุนสวัสดิการชุมชนของตำบลคือเวียงไปประยุกต์ใช้ในตำบลอื่น ๆ โดยการสนับสนุนทั้งด้านเงินสมทบและการช่วยเหลือในการดำเนินการจัดตั้งและความรู้จากเครือข่ายองค์กรชุมชนฅนฮักเมืองพยาวและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พอช. สนง.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาชนะปัญหาความยากจนภาคประชาชนจังหวัดพะเยา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และที่ปรึกษา/คณะทำงานภาคประชาชนจังหวัดพะเยา จนในปัจจุบัน มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลเกิดขึ้นในจังหวัดพะเยารวมทั้งสิ้น 10 ตำบล ใน พ.ศ. 2550 และมีการจัดตั้งคณะทำงานสวัสดิการชุมชนภาคประชาชนจังหวัดพะเยาจากการรวมตัวของกองทุนสวัสดิการชุมชนใน 10 ตำบล เพื่อทำหน้าที่หนุนเสริมการทำงานและเป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ช่วยเหลือการทำงานระหว่างกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลต่าง ๆ

และในปัจจุบัน พ.ศ. 2552 คณะทำงานสวัสดิการชุมชนจังหวัดพะเยามีแนวทางในการขยายผลอีก 32 ตำบล ในขณะที่ระยะต่อไปจะมีการขยายผลไปให้เต็มพื้นที่ตำบลของจังหวัดพะเยา รวม 68 ตำบล

ความสำเร็จที่ผ่านมาของการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลในจังหวัดพะเยา ทำให้ประชาชนในตำบลที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิกโดยสมทบเงินเข้าเป็นสมาชิกกองทุนฯ ปีละ 200 บาทนั้น จะได้รับประโยชน์และเห็นคุณค่าของการรวมตัวกันในรูปของกองทุนสวัสดิการชุมชนในลักษณะของการช่วยเหลือในด้านการเกิด เจ็บและตาย อาทิเช่น การได้รับเงินค่ารักษาพยาบาลเวลาเจ็บป่วย ได้รับเงินช่วยเหลือเมื่อสมาชิกเสียชีวิต และการให้เงินขวัญถุงค่าคลอดบุตรแก่สมาชิก ซึ่ง การมีกองทุนสวัสดิการชุมชนจึงเป็นเครื่องยืนยันถึงหลักประกันสุขภาพและความมั่นคงในชีวิตของสมาชิกได้ ตลอดจนการเป็นแหล่งสร้างความผูกพันทางจิตใจและพึ่งพาอาศัยกันของสมาชิกในชุมชนตำบลได้พอสมควร

แต่อย่างไรก็ตาม การทำงานของกรรมการกองทุนสวัสดิการ ชุมชนระดับตำบลที่ผ่านมา ยังประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย ที่เป็นปัจจัยกีดขวางต่อการพัฒนาการดำรงอยู่และความมั่นคงของกองทุนสวัสดิการชุมชนให้ยั่งยืน อันเนื่องมาจากสาเหตุของปัญหาต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

1. การเข้ามาช่วยเหลือและหนุนเสริมทางการเงินและการทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชนของหน่วยงานต่าง ๆ ทำให้เกิดความขัดแย้งของคณะกรรมการกองทุนและความไม่รู้สึกเป็นเจ้าของเงินของสมาชิกชุมชน

2. ประชาชนส่วนใหญ่ในตำบลที่มีกองทุนสวัสดิการชุมชนตั้งอยู่ ยังไม่เข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนถึงร้อยละ 70-80 ซึ่งเกิดมาจากปัญหาความไม่มั่นใจในผลตอบแทนที่จะได้รับและความไม่มั่นใจในการทำงานของกองทุน ตลอดจนความสลับซับซ้อนในการได้รับผลประโยชน์ที่ชาวบ้านสามัญชนจะสามารถทำความเข้าใจกับกฎระเบียบของกองทุนฯ ที่มีมากมายหลายหมวดได้

3. การขาดทักษะในการบริหารจัดการการเงินของคณะกรรมการและสมาชิกกองทุน ทำให้การระดมทุนสมทบจากสมาชิก ถึงแม้ว่าจะมีจำนวนร้อยละ 20-30 ของประชากรทั้งหมดในตำบล แต่กลับพบว่า สมาชิกส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและผู้ที่มีความเสียงต่อสุขภาพ ประกอบกับไม่มีการวิเคราะห์เพื่อการบริหารความเสี่ยงทางการเงินกองทุนในอนาคต หากมีสมาชิกที่เจ็บป่วยและตายเพิ่มขึ้น ฯลฯ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มั่นคงทางการเงินของกองทุนสวัสดิการชุมชน และการไม่สามารถชักนำสมาชิกที่เป็นวัยหนุ่มสาวหรือวัยทำงานเข้ามาเป็นสมาชิกได้มากนัก

4. การบริหารจัดการองค์กรกองทุนสวัสดิการชุมชน มีผู้เข้ามาร่วมเป็นคณะกรรมการจำนวนมาก และส่วนใหญ่ซ้ำซ้อนกับตำแหน่งหน้าที่อื่น ๆ ในชุมชน/ตำบล ทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องหรือไม่มีเวลาในการทำงาน คณะกรรมการขาดทักษะในการบริหารจัดการองค์กรกองทุนฯ เพื่อพัฒนาการทำงานให้เกิดความคล่องตัวหรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น

5. ความยากจนของประชาชน ทำให้อัตราในการรับสมัครสมาชิกปีละ 200 บาท อาจจะเป็นอัตราที่ไม่ได้คำนึงถึงความสอดคล้องกับฐานะทางเศรษฐกิจของประชาชน อีกทั้งการคิดการจ่ายเงินช่วยเหลือแก่สมาชิกในยามเจ็บป่วยและ/หรือตาย ก็เกิดขึ้นจากฐานของความคาดเดาทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็ยังมีปัญหาและข้อสงสัยเกิดขึ้นกับทางกองทุนสวัสดิการชุมชน ในการที่จะบริหารการเงินของกองทุนสวัสดิการชุมชนให้สามารถดำรงอยู่ ให้สวัสดิการที่ดีต่อสมาชิก และพัฒนารูปแบบการบริหารการเงินของกองทุนสวัสดิการชุมชนให้ดำรงอยู่ ให้มีสิทธิประโยชน์ที่ดีต่อสมาชิกอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ประกอบกับแนวทางหนึ่งในการที่จะพัฒนาศักยภาพและการทำงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนให้ยั่งยืนและมั่นคงมากขึ้นได้นั้นคือจะทำอย่างไรให้ประชาชนในตำบลเข้าเป็นสมาชิกของกองทุนและลดอัตราการลาออกจากสภาพสมาชิกให้ได้ หรือในทางการตลาดเรียกว่า “การสร้างและรักษาลูกค้า/สมาชิก” ซึ่งในการสร้างและรักษาสมาชิกของกองทุนนั้นต้องศึกษาสาเหตุและปัญหาของการไม่สมัครสมาชิกและการออกจากการเป็นสมาชิกโดยพิจารณาในประเด็นของส่วนผสมทางการตลาด(Marketing Mix หรือ 4 P’s) ด้วยเช่นเดียวกับการสร้างความมั่นคงทางด้านการเงิน

ถึงแม้จะมีการพยายามแก้ปัญหาดังกล่าวขึ้น เช่น การปรับระเบียบกองทุนสวัสดิการชุมชนทุกปี การประชาสัมพันธ์ผลงานและการรับสมัครสมาชิกเพิ่มเติมโดยใช้พื้นที่ที่ตำบลหรือหมู่บ้านมีงานประเพณีทางศาสนา การนำเงินช่วยเหลือค่าทำคลอดบุตรแก่สมาชิกสมทบเข้าเป็นเงินสมทบให้กับเด็กแรกเกิดเพื่อเป็นสมาชิกใหม่ของกองทุนฯ และการให้บุคคลในครัวเรือนได้เข้ามาเป็นสมาชิกแทนสมาชิกที่เสียชีวิตไปนั้น แต่ก็อาจจะทำให้เกิดความไม่มั่นใจของประชาชนที่จะได้รับอัตราการช่วยเหลือที่แน่นอนจากการปรับเปลี่ยนกฎระเบียบบ่อยครั้ง การยังไม่มีแนวทางในการกำหนดกลยุทธ์ในการประชาสัมพันธ์หรือทำการวางแผนทางการตลาดเพื่อรับสมาชิกเพิ่ม และความไม่แน่นอนของรายได้ของประชาชนซึ่งเป็นเหตุผลที่ยังไม่ตัดสินใจเข้าสมัครเป็นสมาชิก ฯลฯ

การตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวมีความสำคัญในแง่ของการหาแนวทางในการพัฒนาศักยภาพและการทำงานของกองทุนสวัสดิการชุมชนให้ยั่งยืนและมั่นคงมากขึ้น จึงทำให้มีการชวนคุยเพื่อวิเคราะห์ปัญหาและพัฒนาโจทย์วิจัยร่วมกันระหว่างนักวิชาการและตัวแทนของคณะกรรมการกองทุนสวัสดิการชุมชนในพื้นที่ 5 ตำบล ได้แก่ ตำบลแม่สุก อำเภอแม่ใจ ตำบลห้วยยางขาม อำเภอจุน ตำบลคือเวียง ตำบลหนองหล่ม และตำบลบ้านปิน อำเภอดอกคำใต้จังหวัดพะเยา ซึ่งการร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาและพัฒนากองทุนฯ 5 พื้นที่ระหว่างนักวิชาการและผู้นำชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชน อันนับว่าเป็นช่องทางหนึ่งที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน และสามารถเป็นตัวอย่างของการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชนในอดีตที่มีผลสรุป ที่น่าจะนำมาเป็นบทเรียนและแนวทางในการที่จะขยายผลและพัฒนาการทำงานกองทุนสวัสดิการชุมชนไปสู่ตำบลอื่น ๆ ในจังหวัดพะเยาและจังหวัดอื่น ๆ ที่จะพิจารณาจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนในอนาคตต่อไปได้

วัตถุประสงค์การวิจัย

1. เพื่อศึกษาปัญหาและศักยภาพด้านความมั่นคงทางการเงินและจำนวนสมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชน 5 ตำบล จังหวัดพะเยา

2. เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบที่เหมาะสมในการจัดการพัฒนาความมั่นคงของกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อความยั่งยืนใน 5 ตำบล จังหวัดพะเยา