งานวิจัย : โครงการ การสืบค้นและจัดการมรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนในอำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน
นักวิจัย : รศ.ดร.รัศมี ชูทรงเดช
วันเริ่มต้นโครงการ : 01/12/2009
วันสิ้นสุดโครงการ : 30/11/2010
จังหวัด : แม่ฮ่องสอน
เอกสารประกอบ :

ความเป็นมาของโครงการ

แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคเหนือที่ลักษณะพิเศษของพื้นที่แตกต่างจากที่อื่นๆ มีความร่ำรวยในทรัพยากรทั้งด้านธรรมชาติที่งดงาม  โดยเฉพาะถ้ำและเทือกเขาหินปูนที่โดดเด่น  และความหลากหลายของชาติพันธุ์-วัฒนธรรม  จึงทำให้จังหวัดแม่ฮ่องสอนได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากหน่วยงานวิจัย หน่วยงานราชการ และเอกชน ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยและเทงบประมาณเพื่อพัฒนาพื้นที่เป็นจำนวนมาก  โดยเฉพาะการท่องเที่ยว   กลุ่มชาติพันธุ์กลายเป็นจุดขายที่สำคัญของพื้นที่ วัฒนธรรมและประเพณีกลายเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทำวัฒนธรรมให้เป็นสินค้า   เกิดกระบวนการประดิษฐ์วัฒนธรรม เช่น ประเพณีปอยส่างลอง การเต้นจะคึ ฯลฯ  (ดวงใจ  หล่อธนวณิชย์ 2549, ทวิช  จตุวรพฤกษ์ 2551: 171) เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศเข้ามายังพื้นที่  ซึ่งประสบความสำเร็จเป็นอย่างมากในระยะ 5-10 ปีที่ผ่านมา  ได้รับความชื่นชอบจากนักท่องเที่ยวในระบบบริโภคนิยมในยุคโลกาภิวัตน์  สำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทย  ความนิยมท่องเที่ยวในจังหวัดแม่ฮ่องสอนสูงมากในช่วงหน้าหนาว มีการไหลบ่าของนักท่องเที่ยวและการย้ายถิ่นของผู้คนมาแสวงโชคในพื้นที่ท่องเที่ยวเช่นอำเภอปาย จึงเกิดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ ผู้คน วิถีชีวิตและประเพณี  เกิดการเลื่อนไหลทางวัฒนธรรม เมื่อชีวิตและวัฒนธรรมกลายเป็นสินค้า คุณค่าของความเป็นมนุษย์ก็ถูกลดทอนมากยิ่งขึ้น  ในทำนองเดียวกันเกิดกระบวนการรื้อฟื้นวัฒนธรรมประเพณี  พิธีกรรม การแสดงเพื่อแสดงอัตลักษณ์และความเป็นชาติพันธุ์เพื่อใช้ในการต่อรองกับบุคคลภายนอกเช่นกัน (ยศ  สันตสมบัติ 2542, ยศ  สันตสมบัติและคณะ 2551ก, 2551ข) ดังนั้นปรากฏการณ์ที่เราเห็นในปัจจุบันจึงมีความซับซ้อนและจำเป็นต้องทำความเข้าใจปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในยุคสมัยที่โลกไร้พรมแดน  และเกิดการลบเลือนของพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ตายตัว  ทำให้เห็นวัฒนธรรมข้ามชาติ/พรมแดนเข้ามาแทรกของวัฒนธรรมท้องถิ่น  ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่สำคัญในขณะนี้ (อานันท์  กาญจนพันธ์ 2549)

กว่าทศวรรษที่ผ่านมา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัยได้สนับสนุนโครงการวิจัยด้านต่างๆ ในพื้นที่จังหวัด แม่ฮ่องสอน  โดยเฉพาะงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรท้องถิ่น  เพื่อเป็นการตั้งรับและป้องกันคลื่นโลกาภิวัตน์ที่ไหล่บ่าเข้ามา เช่นงานวิจัยเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการจัดการทรัพยากร (ยศ  สันตสมบัติ และคณะ 2545)  การพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของจังหวัดแม่ฮ่องสอน  (ดวงใจ หล่อธนวณิชย์ และโยชิระ อิวะสะ 2545)  การสำรวจและจัดทำระบบฐานข้อมูลถ้ำ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน  (สิทธิพงศ์  ดิลกวณิช 2543)  โบราณคดีบนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า   (รัศมี  ชูทรงเดช 2547, 2549; รัศมี  ชูทรงเดช และคณะ 2546, 2550)  ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับการจัดการทรัพยากรส่วนรวมของชุมชนบริเวณแม่น้ำลาง-แม่น้ำของ อำเภอปางมะผ้า (อารยะ  ภูสาหัส และคณะ 2546)  อำนาจ  พื้นที่และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์: การเมืองวัฒนธรรมของรัฐชาติในสังคมไทย (ยศ สันตสมบัติและคณะ 2551ก, 2551ข) ตลอดจนงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  เช่นงานวิจัยเรื่องการวิจัยเชิงปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มพูนขีดความสามารถองค์กรชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน   (สุภาวดี  มีสิทธิ์ และคณะ 2544, 2545) ชุมชนกับการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม ตำบลแม่ฮี้ อำเภอปาย  จังหวัดแม่ฮ่องสอน (อุดร  วงษ์ทับทิมและคณะ 2545) จนกระทั่งสกว. เกิดการพัฒนาระบบงานวิจัยใหม่เป็นงานวิจัยเชิงพื้นที่เน้นเฉพาะจังหวัดแม่ฮ่องสอน (สีลาภรณ์  บัวสายและสุชาตา  ชินะจิตร 2552: 47-50).  จึงทำให้เกิดฐานทรัพยากร “ความรู้” เกี่ยวกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนเกิดขึ้นจำนวนมาก  ซึ่งถูกนำไปใช้ในการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวโดยชุมชนและทำความเข้าใจปัญหาความซับซ้อนทางสังคมและวัฒนธรรมบริเวณพื้นที่ชายแดน

แม้ว่าจะมีงานค้นคว้าเกี่ยวกับจังหวัดแม่ฮ่องสอนจำนวนหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ไม่ทันการณ์ในการเตรียมชุมชน/ท้องถิ่น ให้ตั้งรับต่อกระแสโลกาภิวัตน์ที่ถาโถมเข้ามาในจังหวัดแม่ฮ่องสอนในปัจจุบัน  โดยเฉพาะอำเภอปายมีความรุนแรงมาก งานค้นคว้าที่ผ่านมามีจำนวนน้อยมากที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างองค์ความรู้ทางวิชาการที่รวบรวมเรื่องราวของ   ภูมิหลังทางด้านสังคม-วัฒนธรรมของชุมชน/กลุ่มชาติพันธุ์ ประวัติความเป็นมาของชาติพันธุ์ต่างๆ ทำให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของพื้นที่ก็ยังค่อนข้างจำกัด   ส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาส่วนใหญ่มาจากการรวบรวมข้อมูลด้านประเพณี  วิถีชีวิต  และประวัติศาสตร์ความทรงจำ   (เช่น คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ 2542, สำนักงานวัฒนธรรมประจำจังหวัดแม่ฮ่องสอน 2549) ทั้งที่จุดแข็งของพื้นที่ซึ่งจังหวัดใช้ในการโปรโมต คือความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม แต่เน้นที่กลุ่มชาติพันธุ์ไทใหญ่เป็นหลัก  ส่วนงานค้นคว้าที่รวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ  ยังน้อยอยู่และขาดการวิจัยอย่างเป็นระบบที่มีการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตามวิธีวิทยาของแต่ละศาสตร์  จึงมีทำให้มีความรู้อยู่เพียงในระดับผิวเผิน  นักวิชาการเฉพาะทางที่สนใจทำงานค้นคว้าวิจัยเชิงพื้นที่ในประเด็นที่ลุ่มลึกก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด  ทำให้เมื่อเกิดปัญหาหรือข้อขัดแย้งเกิดขึ้นภายในท้องถิ่น  ชุมชนจึงขาด “ข้อเท็จจริง”  ที่เป็นข้อมูลกลางสำหรับใช้ในการเป็นฐานสำหรับการตัดสินใจในการแก้ปัญหา  เช่นกรณีข้อขัดแย้งเรื่องการจัดการมรดกวัฒนธรรมสงครามโลกครั้งที่สอง  ที่อำเภอขุนยวม  เป็นต้น หรือวางแผนในการพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน   ดังนั้นจึงพบว่างานเหล่านี้มักให้ความสนใจที่รูปแบบของการจัดการที่เน้นเรื่องของวิธีการ/กลไกของการจัดการมากกว่าการผลิตความรู้ที่เป็นพื้นฐาน

โครงการสืบค้นและจัดการมรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนใน อำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวม   จังหวัดแม่ฮ่องสอน  ซึ่งได้ดำเนินงานระหว่างพ.ศ. 2550-52  (รัศมี  ชูทรงเดชและคณะ 2552, hppt://ppkproject.trf.or.th) เป็นหนึ่งในโครงการดำเนินวิจัยต่อยอดจากงานวิจัยทางวิชาการเดิมคือโครงการโบราณคดี บนพื้นที่สูงในอำเภอปางมะผ้า  จังหวัดแม่ฮ่องสอน  มีวัตถุประสงค์ที่จะนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์สูงสุดต่อชุมชน และสังคมโดยรวม  โครงการวิจัยนี้เชื่อว่าองค์ความรู้ทางวิชาการเป็นหัวใจที่สำคัญสำหรับการนำไปสร้างเป็นเนื้อหาสำหรับการท่องเที่ยวและเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างภูมิต้านทาน และ การดำรงอยู่ของชุมชนชาติพันธุ์ท่ามกลางกระแสทุนนิยม   ความรู้ทางวิชาการสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาด้านต่างๆ ได้  สำหรับงานวิจัยระยะที่หนึ่ง  โครงการฯ ได้ทดลองใช้โมเดลของการดำเนินงานวิจัยในอำเภอปางมะผ้ามาใช้ในการสืบค้นความรู้เกี่ยวกับมรดกวัฒนธรรมในพื้นที่อำเภอปาย และขุนยวม

ข้อค้นพบที่สำคัญจากงานวิจัยโครงการระยะที่หนึ่ง  คือการสร้างฐานองค์ความรู้ทางวิชาการด้านโบราณคดี-ประวัติศาสตร์-มานุษยวิทยาเป็นแกนกลางของสายใยที่ถักทอเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของชุมชุมต่างอำเภอร่วมกัน    ผลการสำรวจทางโบราณคดีทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ คือ
1) ทราบประวัติศาสตร์พัฒนาการของสังคมและวัฒนธรรมในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ เพราะมีข้อค้นพบใหม่คือแหล่งโบราณคดีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ในอำเภอปายและขุนยวม ซึ่งทำให้เพดานอายุของร่องรอยการอยู่อาศัยเก่าไม่น้อยกว่าประมาณ 10,000 ปีมาแล้ว และยังพบแหล่งโบราณคดีโลงไม้  ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของกลุ่มคนในวัฒนธรรมโลงไม้ที่เข้ามาถึงอำเภอปาย  นอกจากนี้ข้อมูลใหม่ที่แหล่งโบราณคดีบ้านน้ำฮูผาเสื่อ  ที่อำเภอปางมะผ้า ทำให้ยืนยันการฝังศพในโลงไม้ของคนก่อนประวัติศาสตร์สมัยเหล็กที่อายุระหว่าง 2,220-1,000 ปีมาแล้ว
2) สร้างความรู้ใหม่ข้อมูลในสมัยล้านนาในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมีข้อมูลเดิมอยู่น้อยมาก เพราะการพบแหล่งโบราณสถานในอำเภอปายและขุนยวม มักจะตั้งอยู่ในแอ่งและขอบแอ่งที่ราบทั้งสองอำเภอ หลักฐานทางโบราณคดีจากทั้งสองอำเภอเป็นหลักฐานที่ยืนยันเอกสารทางประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงความสำคัญของเมืองปาย และเมืองยวมในฐานะที่เป็นเมืองหน้าด่านสมัยล้านนา
3) ส่วนประวัติศาสตร์บอกเล่าที่รวบรวมจากทั้งสองอำเภอก็ช่วยทำให้เห็นภาพของวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคมตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนกระทั่งปัจจุบันซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่ไม่เคยมีการรวบรวมมาก่อน
4) ทำให้ทราบว่าชุมชนปัจจุบันที่อาศัยอยู่ในอำเภอปายและขุนยวมอาจจะมีความสัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การตั้งถิ่นฐานในแต่ละช่วงเวลา หลักฐานทางโบราณคดีที่พบในอำเภอปาย เช่น พระพุทธรูป จารึก และศาสนสถาน แสดงถึงร่องรอยการอยู่อาศัยที่เก่าแก่ถึงพุทธศตวรรษที่ 21 สมัยอาณาจักรล้านนา  มีกลุ่มชาติพันธุ์เดิม ได้แก่ คนเมือง ไทใหญ่ และลัวะ ขณะที่อำเภอขุนยวมและอำเภอปางมะผ้า พบว่ามีการเข้ามาอยู่อาศัยในช่วงประมาณพุทธศตวรรษที่ 23 ซึ่งสอดรับกับประวัติศาสตร์บอกเล่า กลุ่มคนที่เข้ามาอยู่ในระยะแรก คือไทใหญ่และคนเมือง ส่วนกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ เช่น ปกาเกอะญอ ลาหู่ ลีซู ม้ง และจีนฮ่อ ซึ่งเข้ามาภายหลังก็มีปัจจัยการเคลื่อนย้ายที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเป็นหลัก  เช่น การค้าขาย การขยายที่ดินทำกิน และการรับจ้างเป็นแรงงาน   นอกจากนี้โครงการฯ ได้ดำเนินการจัดการมรดกวัฒนธรรม ทั้งด้านการจัดการความรู้และการจัดการกายภาพ  โดยการถ่ายทอดความรู้และทดลองจัดทำเส้นทางการท่องเที่ยวโดยชุมชน

สำหรับท้องถิ่น ผลการวิจัยก่อให้เกิดความภาคภูมิใจในชุมชน ท้องถิ่น ในอำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวม ทำให้ชุมชนตระหนักถึงความสำคัญของภูมิหลังทางประวัติศาสตร์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในการต่อรองทางสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ รวมทั้งตระหนักถึงความสำคัญของท้องถิ่นของตนว่ามีความสำคัญระดับประเทศที่ไม่น้อยหน้ากว่าจังหวัดอื่นๆ รวมทั้งเกิดสำนึกร่วมของชุมชนต่างชาติพันธุ์ที่มีต่อมรดกทางวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตน

โดยสรุป  หลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าคนในอดีตไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่มีปฏิสัมพันธ์กับคนที่อยู่รอบๆ มีเครือข่ายทางสังคม-การเมือง-เศรษฐกิจ และมีการรับส่งวัฒนธรรมกัน รวมทั้งการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนไปมา มีการดำรงอยู่ของวัฒนธรรมและการผสมผสานทางวัฒนธรรม จนเกิดความหลากหลายของชาติพันธุ์และวัฒนธรรมในปัจจุบันอันกลายเป็นอัตลักษณ์ที่สำคัญของจังหวัดแม่ฮ่องสอน   ความเข้าใจเกี่ยวกับประวัติศาสตร์วัฒนธรรมมีความสำคัญต่อการทำความเข้าใจพื้นที่ชายแดนเป็นอย่างยิ่ง  เพราะปัจจุบันมรดกวัฒนธรรมกลายเป็นเรื่องของความหมายที่ผู้คนต่างก็ช่วงชิง  ตีความ  และให้ความหมายใหม่ตามภูมิหลังและประสบการณ์ของตน (อานันท์  กาญจนพันธ์ 2549, Skeates 2000, Smith 2006)

อนึ่ง  การดำเนินงานวิจัยตลอดระยะเวลา 2 ปี ได้ทำการสำรวจสถานภาพขององค์ความรู้ด้านมรดกวัฒนธรรมในอำเภอปายและขุนยวมเบื้องต้น  ซึ่งสามารถรวบรวมความรู้ได้ระดับหนึ่งเท่านั้น  เพราะขอบเขตการวิจัยค่อนข้างกว้างทั้งในมิติของเวลาและสถานที่ ทำให้ไม่ได้ข้อมูลที่ลุ่มลึกเกี่ยวกับการค้นหาคำตอบในเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม ประกอบกับธรรมชาติของข้อมูลที่ไม่สม่ำเสมอส่งผลให้เกิดช่องว่างและความเชื่อมั่นในการตีความ-อธิบายปรากฏการณ์และบริบทที่เกิดขึ้น   โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการปฏิสัมพันธ์ของคนบนพื้นที่สูงกับคนบนพื้นที่ราบ/คนท้องถิ่นกับคนภายใน  อันส่งผลต่อพลวัตของการเปลี่ยนแปลง (change) ปรับปรน (adaptation) ทางเศรษฐกิจสังคมและวัฒนธรรมในอดีตจนถึงการดำรงอยู่ของชาติพันธุ์ในปัจจุบัน นอกจากนี้ งานวิจัยระยะที่หนึ่งยังขาดระบบการจัดการและเรียนรู้/สร้างองค์ความรู้ร่วมกันระหว่างชาวบ้านกับนักวิจัย (สิทธิณัฐ  ประพุทธนิติสาร 2545)  ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการเสริมอำนาจชุมชนในการกำหนดทิศทางการใช้องค์ความรู้จากผลงานวิจัยด้วยตนเอง  อันนำไปสู่การจัดการมรดกวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน

ดังนั้น  โครงการวิจัยระยะที่สอง  จึงเป็นงานวิจัยที่ต่อยอดจากโครงการ“สืบค้นและจัดการมรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนในอำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวม  จังหวัดแม่ฮ่องสอน”   เน้นการวิจัยบุกเบิกและสืบค้นข้อมูลทางวิชาการที่ลุ่มลึกขึ้น  โดยมีงานวิจัยด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ เป็นหัวใจ  เน้นประเด็นคำถามเรื่องการใช้และจัดการทรัพยากรเพื่ออธิบายพลวัตของการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลา  ส่วนงานด้านกระบวนการจัดการจะให้ความสำคัญกับต้องการของท้องถิ่น   โดยทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างองค์ความรู้ทางวิชาการและการใช้ประโยชน์โดยชุมชน

งานวิจัยนี้สนใจที่จะตรวจสอบและอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคม-วัฒนธรรมใน 4 ช่วงเวลาหลักเน้นการวิจัยในพื้นที่ 3 แห่ง คือแอ่งที่ราบขนาดเล็กในหมู่บ้านเมืองแพม  อำเภอปางมะผ้า  แอ่งเมืองแปงในอำเภอปาย  และแอ่งห้วยต้นนุ่นในหมู่บ้านห้วยต้นนุ่น  เพื่อสามารถทำให้สืบค้นในเชิงลึกและจัดกระบวนการจัดการมรดกวัฒนธรรมอย่างมีประสิทธิภาพ  จนเกิดแผนการจัดการที่เป็นรูปธรรมและมีการตรวจสอบ ประเมินผลว่าใช้ได้ผลจริง

1) ช่วงเวลาระหว่าง 35,000-5,000 ปีมาแล้ว ที่ได้รับผลกระทบของสภาพภูมิอากาศในบริบทโลก (Bellwood 1997, Roberts 1998)  โดยเฉพาะการปรับตัวของคนในยุคก่อนประวัติศาสตร์  มีข้อสันนิษฐานทางโบราณคดีว่าคนก่อนประวัติศาสตร์สามารถจัดการและใช้ทรัพยากรในระบบนิเวศที่หลากหลายทั้งในภูเขาสูง  ที่ราบเชิงเขา  และที่ราบ   ซึ่งกระบวนการนี้เองนำไปสู่การเพาะปลูกและทำกสิกรรมในสมัยต่อมา (Gorman 1971, Price and Genauer, รัศมี  ชูทรงเดช 2547)

2) ช่วงพุทธศตวรรษที่ 20-25 ในยุคประวัติศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงเกิดจากปัจจัยภายในและภายนอก

ช่วงที่หนึ่ง-ระหว่างพุทธศควรรษที่ 21-23  มีการขยายตัวทางการค้าทำให้เกิดเครือข่ายการค้าในวงกว้างหรือเรียกว่า “ระบบโลก” (World System)  โดยนักประวัติศาสตร์ชื่อ อิมมานูเอล  วอลลอรสไตด์ (Immanuel Wallerstein) (Wallerstein 1974, 1980) เครือข่ายการค้านี้ทำให้เกิดการเติบโตของชุมชน  เมือง  แว่นแคว้น  และอาณาจักรขึ้นมาทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการแสวงหาสินค้าซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ (Junker 1999, Morrison and Junker  2002)  ดังนั้น พัฒนาการของบ้านเมือง สังคมและวัฒนธรรมของอำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวมในช่วงสมัยล้านนา   จำเป็นต้องเชื่อมโยงกับบริบททางการเมือง-เศรษฐกิจกับอาณาจักรล้านนา  ที่มีเมืองศูนย์กลางที่เชียงใหม่  และอาณาจักรเพื่อนบ้านในประเทศพม่า รัฐฉาน และอยุธยา เพราะการติดต่อสัมพันธ์ทางการเมืองและการค้าระหว่างอาณาจักร (Reid 1988) หรือประเทศส่งผลกระทบต่อการเกิดพัฒนาการของบ้านเมืองภายในพื้นที่วิจัยและจนเกิดลักษณะร่วมทางวัฒนธรรมในช่วง 500-200 ปีที่ผ่านมา   หลักฐานจากการสำรวจทางโบราณคดี แสดงให้เห็นว่าชุมชนสมัยประวัติศาสตร์ยังคงอาศัยอยู่ในพื้นที่สูงอย่างต่อเนื่อง  เนื่องจากจังหวัดแม่ฮ่องสอนมีพื้นที่ราบที่จำกัด จึงทำให้มีการตั้งถิ่นฐานกระจายอยู่ในพื้นที่สูง  หุบเขา หรือแอ่งที่ราบขนาดเล็ก  ขนาดของชุมชนมีจึงขนาดเล็ก ไม่ได้มีลักษณะเป็นเมืองดั่งเช่นชุมชนที่อยู่บริเวณที่ราบลุ่มน้ำ  (สรัสวดี อ๋องสกุล 2550, เชิดศักดิ์  ตรีรยาภิวัฒน์ 2552)  อย่างไรก็ดี  ยังไม่มีการตรวจสอบของบริบทของการเกิดชุมชนในพื้นที่วิจัยว่าเกี่ยวข้องการจัดการทรัพยากรประเภทของป่าเพื่อการค้าของอาณาจักรล้านนาหรือเครือข่ายการค้านานาชาติหรือไม่

ช่วงที่สอง-ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 24-25  หรือประมาณ 150-50 ปีที่ผ่านมา เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง-เศรษฐกิจ ซึ่งจัดอยู่ในยุคร่วมสมัยอาณานิคมในช่วงเวลานั้นจึงเกิดการอพยพเคลื่อนย้ายของผู้คนจากต่างถิ่นหลากหลายชาติพันธุ์ เช่น ไทใหญ่  คนเมือง  ปกาเกอะญอ จากภายในและภายนอกประเทศไทย  เข้ามาอยู่อำเภอปายและขุนยวมมากขึ้นเพื่อเป็นแรงงานในกิจการทำไม้ ส่งผลให้เกิดถ่ายโอนประสบการณ์ วัฒนธรรมระหว่างผู้คน ต่อมาเกิดรัฐชาติสมัยใหม่ และแผนที่ที่ทำให้มีการลากเส้นพรมแดนของรัฐชาติ ส่งผลให้ผู้คนที่เคยอยู่ในพื้นที่เดียวกันมาก่อน และผู้คนที่เคยเคลื่อนย้ายไปมาอย่างอิสระ ต้องสร้างความเป็นถิ่นฐาน (production of locality)  ให้ชัดเจน  จึงเกิดภาพการตั้งหลักปักฐานในพื้นที่กลายเป็นคนพื้นถิ่น โดยมีการสร้างความสัมพันธ์ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม จนทำให้เกิดสำนึกร่วมของความเป็นคนถิ่นเดียวกันในที่สุด (นุชนภางค์ ชุมดี 2552, ศิริลักษณ์  กัณฑศรี 2552)

และในปัจจุบัน-ยุคโลกาภิวัตน์  ระบบทุนนิยมเสรีในโลกยุคโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลกระทบทางด้านวัฒนธรรม สังคมและเศรษฐกิจต่อประเทศกำลังพัฒนาโดยตรง โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคมวัฒนธรรมที่เป็นผลจากกระแสของเศรษฐกิจบริโภคนิยมจากประเทศตะวันตก ในพื้นที่วิจัยสังคมบริโภคนิยมได้ระบาดอย่างกว้างขวางในชุมชนชาติพันธุ์/ท้องถิ่น  คนหนุ่มสาวละทิ้งชุมชนเข้าไปขายแรงงานในเมือง  วัฒนธรรมชุมชนเริ่มอ่อนแอ วิถีชีวิตและประเพณีเริ่มสูญหายไปพร้อมกับการจากไปของคนรุ่นแรก  มีการขยายตัวจากคนต่างถิ่นทั้งที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์  คนไทยจากภาคต่างๆ  และคนต่างชาติเข้ามาแสวงโชค  ลงทุนประกอบธุรกิจและตั้งรกรากในพื้นที่วิจัยมากขึ้น  ขณะที่ฐานทรัพยากรมีจำกัด  ทำให้เกิดการแย่งชิงทรัพยากรทั้งทางธรรมชาติและวัฒนธรรมระหว่างคนท้องถิ่นกับนายทุนหรือผู้ประกอบการดังที่พบเห็นทั่วไปทั้งในจังหวัดแม่ฮ่องสอน (ดวงใจ  หล่อธนวณิชย์ 2549) และสอดคล้องกับการเกิดขึ้นในภูมิภาคอื่นๆ ของโลกเช่นกัน (Lewellen 2002)

อาจกล่าวได้ว่าปรากฏการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่นหรือภูมิภาคในแต่ละช่วงเวลา ส่งผลต่อการปรับตัวของชุมชนท้องถิ่นตลอดเวลา  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องอธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ-สังคม-วัฒนธรรมเกิดขึ้นจากปัจจัยอะไรและเกี่ยวข้องกับบริบทของโลกหรือไม่?   อย่างไร?  ผลของการบุกเบิกองค์ความรู้ใหม่นี้เป็นปรากฏการณ์สากลที่สามารถนำไปใช้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบ สามารถนำไปใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางสังคม-เศรษฐกิจ-วัฒนธรรมของชุมชนท้องถิ่น  และกระบวนการทำให้เกิดความหลากหลายทางวัฒนธรรมกับพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทยและบริเวณอื่นๆ ของโลกได้   อันจะช่วยให้ชุมชนรู้เท่ากันการเปลี่ยนแปลงและรู้จักตัวตน ตำแหน่งแห่งที่ของตนเองในสังคมปัจจุบัน

RDG53O0008_1

คำนิยาม

มรดกทางวัฒนธรรม  หมายถึง ภาษา ความเชื่อ  ประเพณี วิถีชีวิตสิ่งที่ประพฤติปฏิบัติตั้งแต่อดีต ที่ยังคงมีการสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน  หรือสูญหายไปแล้ว  แต่มีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์ความทรงจำของชุมชน

การสืบค้น  หมายถึง  การแสวงหาความจริง  โดยมีการตรวจสอบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงตามวิธีวิทยาของแต่ละศาสตร์

การจัดการ  หมายถึง  การดำเนินการเพื่อดูแล  รักษา  บูรณะ  ถ่ายทอดและสืบทอดอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมในท้องถิ่น  โดยผ่านการวิจัย  ค้นคว้า  รวบรวมและสังเคราะห์ความรู้อย่างเป็นระบบ

โจทย์ของการวิจัย

  1. ปัจจัยอะไรที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ-สังคม-วัฒนธรรมในอำเภอปาย-ปางมะผ้า-ขุนยวมในแต่ละช่วงเวลาจนทำให้กลายเป็นมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นในปัจจุบัน
  2. แนวทางในการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและจัดการมรดกทางวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน  โดยเฉพาะการเสริมอำนาจให้กับชุมชนในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาท้องถิ่นควรจะเป็นอย่างไร?