งานวิจัย : โครงการ การพัฒนาและขยายผลระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของเครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือตอนบน
นักวิจัย : ดร.กิตติ สัจจาวัฒนา
วันเริ่มต้นโครงการ : 01/07/2010
วันสิ้นสุดโครงการ : 30/06/2011
จังหวัด : พะเยา
เอกสารประกอบ :

ความเป็นมาของโครงการ

ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จัดเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือของประเทศไทยเป็นอย่างมาก  โดยเฉพาะภูมิภาคภาคเหนือตอนบนอันประกอบไปด้วย 8 จังหวัดได้แก่  เชียงราย เชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน ลำปาง แพร่ น่าน และพะเยา  ซึ่งมีจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกมากกว่า 300,000 ไร่ถึง 2 จังหวัดได้แก่ พะเยาและน่าน หากนับจำนวนพื้นที่รวมทั้ง 8 จังหวัดดังกล่าวจะพบว่าในแต่ละปีมีพื้นที่ปลูกกว่า 1,200,000 ไร่ (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2553)  สามารถทำรายได้ให้กับจังหวัดเหล่านี้เป็นจำนวนมาก อาทิเช่น จังหวัดพะเยามีรายได้จากข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กว่า 3,400 ล้านบาทต่อปี  (สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา, 2553)

พื้นที่ทางการเกษตรที่ทำไร่ข้าวโพดกว่า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก  ซึ่งในการปลูกแต่ละครั้งเกษตรกรมีต้นทุนการผลผลิตกว่า 2,500-3,000 บาทต่อไร่ ประกอบไปด้วย ค่าเมล็ดพันธุ์  ค่าเตรียมพื้นที่ในการเพาะปลูก  ค่าปุ๋ยเคมี  ค่าสารเคมีกำจัดวัชพืชและโรคแมลง และค่าแรงงาน (กิตติ  สัจจาวัฒนาและคณะ, 2552)   หากปีใดเกิดภาวะฝนแล้ง เกษตรกรไม่สามารถเก็บผลผลิตได้จะทำให้ขาดทุนเป็นจำนวนเงินกว่า 50,000-60,000 บาทต่อราย (คิดพื้นที่การปลูก 20 ไร่ต่อราย)  อีกทั้งราคารับซื้อยังผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจทุกปี ในปี 2553 รัฐบาลประกันราคาที่ 7.10 บาทต่อกิโลกรัมที่ความชื้น  14.5 เปอร์เซ็นต์  (สำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยา, 2553)   เห็นได้ว่าเกษตรกรต้องแบกภาระความเสี่ยงสูง  ปีใดราคาข้าวโพดตกต่ำก็จะก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่เกษตรกรในภูมิภาคนี้มากกว่า 10,000,000 ราย  และตัวเกษตรกรเองก็เลือกที่จะจัดชุมนุมประท้วงด้วยการปิดถนนก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนทั่วไป   สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการผลผลิตข้าวโพดสูงได้แก่ ค่าเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมซึ่งมีราคาแพงประมาณ 100-120 บาทต่อกิโลกรัม  ซึ่งหากใช้ในปริมาณ 3 กิโลกรัมต่อไร่ จะมีค่าเมล็ดพันธุ์กว่า 6,000-7,200 บาทต่อฤดู (คิดพื้นที่การปลูก 20 ไร่ต่อราย)  โดยในแต่ละปีจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกประมาณ 300,000 ไร่ จะมียอดซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดลูกผสมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี   ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเมล็ดพันธุ์ลูกผสมของบริษัทเอกชนต่าง ๆ  ก่อให้เกิดการผูกขาดด้านราคาและด้านอื่น ๆ ตามมา อาทิเช่น ปุ๋ยเคมี สารเคมี เป็นต้น  และยังเป็นลูกผสมเดี่ยวซึ่งเกิดจากการผสมของพ่อแม่เพียงคู่เดียว ก่อให้เกิดการปลูกพืชเชิงเดียว (monocrop) เป็นบริเวณกว้าง  ซึ่งหากเกิดโรคหรือแมลงระบาดจะทำให้เสียหายเป็นบริเวณกว้างเช่นกัน  ข้อเสียที่สำคัญมากอีกอย่างก็คือเมล็ดพันธุ์ลูกผสมเป็นพันธุ์ที่เก็บไว้ใช้ต่อไม่ได้ ต้องซื้อใหม่ทุกปีเนื่องจากหากเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อจะเกิดความเสื่อมถอยของพันธุกรรม (inbreeding  depression) ทำให้ผลผลิตลดลงกว่าครึ่ง  อีกทั้งการปลูกข้าวโพดในพื้นที่ภาคเหนือเองไม่ได้ใส่ปัจจัยการผลิตมากนัก ใช้ความอุดมสมบูรณ์ที่เหลือจากการปลูกข้าว  และพื้นที่ส่วนใหญ่ก็อาศัยน้ำฝนในการเพาะปลูก เป็นการใช้ศักยภาพของพันธุ์ลูกผสมแบบไม่เต็มที่

ดังนั้นในปี 2551-2552 ทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ร่วมกับมหาวิทยาลัยนเรศวร พะเยา   ศูนย์วิจัยข้าวโพดและข้าวฟ่างแห่งชาติ และสำนักงานเกษตรจังหวัดพะเยาจึงได้จัดตั้งโครงการ “ระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดเพื่อการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืนของเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดพะเยา”  ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดต้นทุนการเพาะปลูกข้าวโพดโดยเฉพาะเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดซึ่งเป็นสิ่งที่เกษตรกรไม่สามารถผลิตได้เอง  คณะผู้วิจัยจึงได้นำข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดซึ่งมีราคาถูก โดยมีราคาเพียงกิโลกรัมละ 25 บาท มาทดแทนการใช้พันธุ์ลูกผสม ซึ่งข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดเป็นข้าวโพดที่มีพันธุกรรมหลากหลาย สามารถเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ต่อในปีถัดไป  โดยการปลูกเพื่อเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้นั้น สามารถทำได้โดยการปลูกข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดไม่ให้เกิดการผสมข้ามกับพันธุ์อื่น และต้องคัดเลือกพันธุ์ให้มีพันธุกรรมครบถ้วน  แต่ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดเองก็มีข้อจำกัดตรงผลผลิตอาจไม่เทียบเท่าพันธุ์ลูกผสม ซึ่งอาจทำให้ตัวเกษตรกรเองไม่ชอบ อย่างไรก็ตามที่พิจารณาด้านต้นทุนการผลผลิตร่วมด้วย ก็จะเป็นการคุ้มทุน โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าพันธุ์ผสมเปิดสามารถเก็บเมล็ดไว้ใช้ต่อในฤดูถัดไปได้ หากมีวิธีการเก็บที่ถูกต้อง  ผลการวิจัยในปีแรกพบว่า  เกษตรกรสามารถจัดตั้งกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์และผลิตเมล็ดพันธุ์ได้ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์บ้านตุ่น  ท่าจำปี และออย  สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพกว่า 12 ตัน จำหน่ายไปยังเกษตกรที่สนใจทั้งจังหวัดพะเยาและน่าน ทำรายได้เข้ากลุ่มกว่า 400,000 บาท  และทำให้เกษตรกรประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์กว่า 2,000,000 บาท  เมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยกลุ่มเกษตรกรเป็นเมล็ดพันธุ์คุณภาพมีเปอร์เซ็นต์ความงอกและความบริสุทธิ์เฉลี่ย 93.33 และ 87.96 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ  เมล็ดพันธุ์ดังกล่าวให้ผลผลิตเฉลี่ย 635 กิโลกรัมต่อไร่ไม่แตกต่างกับลูกผสม (กิตติ สัจจาวัฒนาและคณะ, 2552)

จากงานวิจัยชิ้นนี้ทำให้เกษตรกรมีความตระหนักต่อการผูกขาดด้านเมล็ดพันธุ์ของบริษัทเอกชน อีกทั้งยังทำให้เกษตรกรมีความเข้าใจต่อพันธุ์ข้าวโพดมากขึ้น  จัดเป็นโครงการที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม   ในปี 2553 ที่โครงการได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว  แต่กลุ่มเกษตรกรและคณะผู้วิจัยก็ยังได้ติดตามและส่งเสริมจนในฤดูที่ 2 (เดือนพ.ย. 52 – ก.พ. 53) ทางกลุ่มสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีกว่า 5 ตัน และสามารถจำหน่ายได้ทั้งหมด แต่ก็ยังไม่พอเพียงต่อความต้องการ  ทางคณะผู้วิจัยจึงได้เสนอโครงการวิจัยต่อเนื่องในปี 2553 โดยมีหลักการต่อเนื่องจากโครงการเดิม มีเป้าหมายที่จะส่งเสริม ผลักดันกลุ่มผลิตเมล็ดพันธุ์ของเครือข่ายเกษตรกรจังหวัดพะเยาให้เป็นวิสาหกิจชุมชน  วิจัยและพัฒนาระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดชุมชนเพื่อลดต้นทุนการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบแก่เกษตรกรอื่น ๆ  และผลักดันโครงการเข้าสู่พื้นที่ในจังหวัดใกล้เคียง  โดยเฉพาะจังหวัดที่มีพื้นที่ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์สูง อันได้แก่ จังหวัดน่าน ลำพูน เชียงใหม่  โดยให้เกิดความเชื่อมโยงในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการตลาด  การถ่ายทอดเทคโนโลยี และอื่น ๆ  เพื่อทำให้เกิดการพัฒนาของเทคโนโลยีการผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เองและการตลาดของเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดอย่างยั่งยืน

วัตถุประสงค์ของโครงการ

  1. วิจัยและพัฒนาระบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดชุมชน เพื่อผลักดันเครือข่ายเกษตรกรที่เกิดขึ้นแล้วในปีแรก ให้เป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเครือข่ายต้นแบบ ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตข้าวโพด และสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่เกษตรกรที่สนใจได้
  2. เพื่อขยายเครือข่ายกลุ่มผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิด โดยเน้นไปที่การถ่ายทอดเทคโนโลยีการคัดเลือกและเก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดพันธุ์ผสมเปิดไว้ใช้เอง  และการผลิตเมล็ดพันธุ์ร่วมถึงการเชื่อมโยงด้านการตลาด
  3. เพื่อพัฒนาระบบการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบบอินทรีย์  ตั้งแต่การปลูกจนถึงการตลาด