งานวิจัย : โครงการ การศึกษาทรัพยากรด้านสถาปัตยกรรม และวัฒนธรรมในเขตเทศบาลเมืองน่าน เพื่อพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวโดยชุมชน
นักวิจัย : ดร.ณวิทย์ อ่องแสวงชัย
วันเริ่มต้นโครงการ : 01/03/2011
วันสิ้นสุดโครงการ : 31/10/2011
จังหวัด : น่าน
เอกสารประกอบ :

ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา

น่านเป็นจังหวัดที่ตั้งอยู่ท่ามกลางขุนเขาน้อยใหญ่ทางทิศตะวันออกของภาคเหนือ หรือที่เรียกว่าล้านนาตะวันออก แม้จะไม่ใช่เมืองหลักของภาคเหนือ แต่จังหวัดน่านก็มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานหลายร้อยปี ในทางภูมิศาสตร์ที่ตั้ง จังหวัดน่านมีเทือกเขาผีปันน้ำขวางกั้นระหว่างจังหวัดแพร่ และจังหวัดพะเยา ส่วนทางทิศเหนือ และทิศตะวันออกมีเทือกเขาหลวงพระบางกั้นเขตกับประเทศลาวเป็นแนวยาวถึง 277 กิโลเมตร จังหวัดน่านจึงโอบล้อมด้วยขุนเขา ซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำยม แม่น้ำน่าน แม่น้ำว้าและลำน้ำสาขา สภาพพื้นที่โดยทั่วไปร้อยละ 80 เป็นภูเขา มีที่ราบลุ่มเป็นแนวยาวตามลำน้ำน่าน

น่านเคยอยู่ในยุคเดียวกันกับอาณาจักรสุโขทัยและอาณาจักรล้านนา ดังนั้นจังหวัดน่านจึงยังคงเหลือหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวัฒนธรรมไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา ภาคภูมิใจ ทั้งโบราณสถาน โบราณวัตถุ และมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงคุณค่า จังหวัดน่านมีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์คือ ชาวไทลื้อ ที่มีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์เช่น วิหาร จิตรกรรมฝาผนัง การทอผ้า มีวัฒนธรรม วิถีการดำรงชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะตัวสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน และยังมีชาวเขาหลายกลุ่มที่อพยพมาจากประเทศจีน ลาว มาตามแนวเทือกเขาเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่จนถึงปัจจุบัน จังหวัดน่านจึงอุดมไปด้วยแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ และวัฒนธรรม แต่ก็มีความยากลำบากในการเดินทางไปถึง จากภูมิประเทศที่ห้อมล้อมไปด้วยขุนเขา และไม่มีเส้นทางรถไฟ จนมีผู้กล่าวว่าถ้าไม่ตั้งใจจะไปไม่ถึงน่าน

ประวัติศาสตร์ของเมืองน่านที่ได้จารึกไว้ เริ่มต้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 18 เมื่อพระยาภูคาได้ครอบครองพื้นที่ตอนบนของจังหวัดน่านในปัจจุบัน เจ้าขุนฟองราชบุตรได้ตั้งเมืองขึ้นชื่อ เมืองปัว ปัจจุบันคือ ต. ศิลาเพชร อ. ปัว ต่อมาปี พ. ศ. 1902 พระยาการเมืองเชื้อสายเจ้าขุนฟองได้ย้ายเมืองมาตั้งฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน โดยสร้างเมืองล้อมรอบเจดีย์พระธาตุแช่แห้ง และได้เชิญพระธาตุจากสุโขทัยมาบรรจุไว้ แต่อยู่ได้ไม่นานเกิดความแห้งแล้ง พระยาผากองโอรสพระยาการเมืองจึงย้ายเมืองมาตั้งฝั่งตะวันตกของแม่น้ำน่าน ในบริเวณของตัวเมืองน่านในปัจจุบัน อดีตน่านเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนาคือ เชียงใหม่ และมีชื่อเรียกใหม่ว่า “นันทบุรี” แต่ชาวเมืองก็ยังเรียกชื่อเดิมว่าเมืองน่าน น่านเคยตกต่ำในช่วงเวลาที่พม่ายกทัพมาตีเชียงใหม่และยังถูกกรุงศรีอยุธยายกทัพมาปราบ สมัยรัตนโกสินทร์น่านขึ้นต่อกรุงสยาม จนถึงรัชกาลที่ 5 พระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช เจ้าผู้ครองนครน่านถึงแก่พิราลัย เจ้ามหาพรหมสุรธาดาเป็นผู้ครองนครน่านต่อมา กรุงเทพฯได้ส่งข้าราชการมาประจำ เจ้ามหาพรหมสุรธาดาถึงแก่พิราลัยใน ปี 2474 ตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครน่านจึงถูกยกเลิกนับแต่นั้นมา น่านจึงมีเจ้าผู้ครองนครสืบต่อกันมาถึง 64 พระองค์

ด้วยประวัติศาสตร์ที่มีความเป็นมายาวนานหลายร้อยปี จึงมีแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถาน วัด วิหาร และสถาปัตยกรรมเมืองมากมายหลงเหลืออยู่ในเขตตัวเมืองน่าน รวมทั้งศิลปวัฒนธรรมแบบล้านนาตะวันออกจากการดำเนินชีวิตของชาวล้านนา ชาวไทยลื้อ และชาวไทยภูเขาหลากหลายเผ่าพันธุ์ เนื่องจากตั้งแต่ในอดีตเมืองน่านมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและสังคมกับบ้านเมืองสองฝั่งแม่น้ำโขงได้แก่ เมืองเงิน ไชยบุรี อาณาจักรล้านช้าง(หรือลาว) และแคว้นโยนกคือเชียงแสน เชียงราย พะเยา จึงมีผู้คนหลากหลายเผ่าพันธุ์ ที่เข้ามาตั้งพำนักถิ่นฐาน และสืบเชื้อสายมาจนปัจจุบัน โดยมีกลุ่มชาวไทยลื้อ เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีกระจายอยู่เป็นจำนวนมากที่สุด ซึ่งถูกกวาดต้อนมาจากแคว้นสิบสองปันนาในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ชาวไทยลื้อมีเอกลักษณ์ทางภาษา และวัฒนธรรมเป็นของตนเอง เป็นผู้สร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมที่สำคัญมากมายเช่น สถาปัตยกรรม จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ วัดหนองบัว พระธาตุแช่แห้ง ผ้าทอลายน้ำไหล และประเพณีแข่งเรือที่มีหัวเรือแข่งแกะสลักเป็นรูปหัวมังกร นอกจากนี้น่านยังมีชนกลุ่มน้อยอีกหลายกลุ่มได้แก่ ม้ง(แม้ว) เมี่ยน(เย้า) ขมุ ลัวะ(ถิ่น) และ มลาบรี(ผีตองเหลือง) แต่ละกลุ่มจะมีวิถีชีวิต ประเพณีวัฒนธรรม ภาษา การแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน

ด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม และธรรมชาติที่งดงาม ทำให้น่านเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ และอุดมไปด้วยทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยว กระแสการท่องเที่ยวของเมืองน่านขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามายังเมืองน่านเพิ่มขึ้นอย่างเป็นทวีคูณ โดยเฉพาะหน้าเทศกาลท่องเที่ยวในช่วงฤดูหนาว จากข้อมูลในช่วงเดือนธันวาคม พ.ศ. 2553 ภายในช่วงระยะเวลาเพียง 1 เดือนมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเมืองน่านถึงกว่า 60,000 คน จนเกิดขีดความสามารถในการรองรับของเมือง ธุรกิจการค้า และการบริการจึงเกิดการขยายตัวขึ้นเป็นจำนวนมาก เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆทุกๆปี ในขณะที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงมุ่งไปแวะชมตามแหล่งท่องเที่ยวเดิมๆที่มีชื่อเสียงมากของเมือง เช่น วัดวัดภูมินทร์ วัดหัวข่วง วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน คุ้มเจ้าราชบุตร ฯลฯ ทั้งๆที่ยังมีทรัพยากรอีกเป็นจำนวนมากในเขตเทศบาลเมืองน่าน ที่สามารถพัฒนา เพื่อรองรับการท่องเที่ยวได้ในอนาคต โดยเฉพาะทรัพยากรทางด้านสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม ถ้าได้รับการพัฒนา และบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ

เขตเทศบาลเมืองน่าน ประกอบด้วยชุมชนหรือบ้าน 28 บ้าน จำนวนครัวเรือน 8,868 หลังคาเรือน มีประชากรรวมทั้งสิ้น 19,808 คน เป็นชาย 9,769 คน หญิง 10,039 คน แต่ละชุมชนหรือแต่ละบ้านจะมีหัวหน้าบ้านเป็นตัวแทนหรือผู้นำชุมชน ภาษาที่ใช้ในท้องถิ่นจะมีหลากหลายภาษาพื้นถิ่นและหลากหลายสำเนียง แต่โดยส่วนใหญ่จะ เป็นสำเนียงคนไทยภาคเหนือหรือ“อู้คำเมืองสำเนียงน่าน” ปัจจุบันในแต่ละชุมชนยังมีมรดกทางศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม ดำรงอยู่โดยยังคงความเป็นเอกลักษณ์ที่หลากหลายแตกต่างกันไป ทรัพยากรทางศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมเหล่านี้บางแห่งเป็นที่รับรู้กันเพียงคนในชุมชน หรือในเมืองน่าน แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนโดยทั่วไป ในขณะที่บางชุมชนได้พยายามที่จะพัฒนาและบริหารจัดการทรัพยากรทางศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมของชุมชนตนเองให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นมา หลายชุมชนได้สร้างวิธีการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนตนเองมาแต่ในอดีต โดยอาศัยต้นทุนทางสังคม และเศรษฐกิจที่ตนเองมีได้อย่างเหมาะสม และน่าสนใจเช่น บ้านอรัญญาวาส และบ้านมหาโพธิ์ ซึ่งสามารถเป็นตัวอย่างให้กับชุมชนอื่นในการเรียนรู้การทำงาน และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน

ผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และการพัฒนาประเทศที่ทำให้เศรษฐกิจแบบทุนนิยมเติบโตขึ้นตามหัวเมืองต่างๆ เมืองในภูมิภาคล้านนาต่างก็มีธุรกิจ อุตสาหกรรม การบริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกเกิดขึ้นมากมาย แต่เมืองน่านก็ยังคงเป็นเมืองเล็กๆที่มี “วิถีคนเมือง” ดำรงอยู่อย่างสงบ แต่กระแสการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวก็ทำให้ชุมชนในเขตเทศบาลหลายแห่งตื่นตัว ในการต้อนรับนักท่องเที่ยวเท่าที่ศักยภาพของแต่ชุมชนจะสามารถกระทำได้ โดยการพัฒนา และจัดการทรัพยากรทางศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมที่มีอยู่ภายในชุมชน ในขณะที่อีกหลายชุมชนยังไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไรกับทรัพยากรที่ตนเองมีอยู่ เพื่อให้การพัฒนาการท่องเที่ยวที่จะเกิดขึ้นของเมืองน่านในอนาคตนำไปสู่การพัฒนา และการจัดการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนโดยชุมชนได้มีส่วนร่วมในการคิดและตัดสินใจ การศึกษาทรัพยากรทางศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม และศักยภาพของชุมชนเพื่อนำไปสู่การวางแผนการท่องเที่ยวเชิงโดยชุมชนเขตเทศบาลเมืองน่าน จึงเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้การศึกษา สำรวจข้อมูลทรัพยากรทางการท่องเที่ยวด้านสถาปัตยกรรม ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งเศรษฐกิจ สังคม วิถีชีวิต ประเพณี และศักยภาพของชุมชนในการรองรับการท่องเที่ยวโดยการมีส่วนร่วมของชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน เครือข่ายการท่องเที่ยวของชุมชน และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องในขั้นแรก เพื่อจัดทำฐานข้อมูล และประเมินศักยภาพ ความพร้อมของชุมชนจึงเป็นเป้าหมายแรกที่สำคัญของการทำงาน เพื่อที่จะนำข้อมูลที่ได้มาซึ่งครอบคลุมทรัพยากร และศักยภาพในทุกๆด้านที่เกี่ยวข้อง ไปใช้ประโยชน์ในการวางแผนพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่สอดคล้องกับความต้องการ และวิถีชุมชนเมืองน่านในการศึกษาวิจัยขั้นต่อไป

วัตถุประสงค์ของโครงการ

  1. เพื่อศึกษา และรวบรวมข้อมูลทรัพยากรเพื่อการท่องเที่ยวด้านสถาปัตยกรรมศิลปวัฒนธรรม ประเพณี รวมทั้งสภาพทางเศรษฐกิจ สังคม วิถีการดำเนินชีวิตของชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน
  2. เพื่อศึกษาศักยภาพ และความสามารถของชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน ในการรองรับการท่องเที่ยวโดยชุมชน
  3. เพื่อจัดทำฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ ที่รวบรวมข้อมูลที่ศึกษาในทุกด้าน เพื่อใช้ในการวางแผนการ พัฒนาท่องเที่ยวโดยชุมชนในเขตเทศบาลเมืองน่านต่อไป