งานวิจัย : โครงการ การพัฒนาระบบการบริหารจัดการพื้นที่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า แบบมีส่วนร่วมเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากร และความมั่นคง อำเภอเมือง ปาย และปางมะผ้า จังหวัดแม่ฮ่องสอน
นักวิจัย : บุญยืน อินกว่าง
วันเริ่มต้นโครงการ : 01/08/2011
วันสิ้นสุดโครงการ : 31/07/2012
จังหวัด : แม่ฮ่องสอน
เอกสารประกอบ :

หลักการและเหตุผล

สภาพพื้นที่บริเวณแนวชายแดนภาคเหนือด้านจังหวัดแม่ฮ่องสอน ติดต่อกับประเทศพม่ามีสภาพเป็นป่าภูเขาสูงมีสันปันน้ำเป็นเส้นแบ่งเขต ทำให้การแบ่งเส้นเขตแดนในพื้นที่ไม่มีความชัดเจน ประกอบกับใช้แผนที่คนละฉบับ ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า และเกิดปัญหารุกล้ำอธิปไตยของกองกำลังต่างชาติบ่อยครั้งรวมทั้งปัญหาชนกลุ่มน้อยต่างๆ ที่เป็นที่พักพิง หลบซ่อน และใช้พื้นที่เป็นแหล่งผลิตและเส้นทางลำเลียงยาเสพติดเพื่อเตรียมการจำหน่ายนำเข้าสู่ประเทศไทย รวมทั้งสะสมกำลังเพื่อเตรียมต่อต้านรัฐบาลพม่า ซึ่งพิจารณาแล้วเห็นว่ามีแนวโน้มที่จะเป็นปัญหาด้านความมั่นคงในอนาคต

เนื่องจากประชาชนที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นบุคคลหลายเชื้อชาติ เป็นชาวเขาหลายเผ่าที่มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะภาษาที่จะสื่อสารทำความเข้าใจกัน ประกอบกับเป็นพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศพม่า ซึ่งยังเป็นปัญหาการสู้รบของกลุ่มต่างๆ และปัญหาเรื่องเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจน ทำให้การเคลื่อนย้ายชาวเขาเข้ามายังประเทศทำได้สะดวก โดยเฉพาะขบวนการที่ทำผิดกฎหมาย เช่น การค้ายาเสพติด การบุกรุกทำลายป่าเพื่อใช้เป็นที่ทำกิน เป็นต้น รวมถึงปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา สาธารณสุข บางพื้นที่อาจยังไม่เพียงพอต้องมีการพัฒนาให้เหมาะสมกับพื้นที่ต่อไป ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวนี้ หากยังไม่มีการป้องกันหรือแก้ไขให้เป็นที่เรียบร้อย อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติต่อไปได้ โดยเฉพาะการนำเงื่อนไขทางสังคมเชื้อชาติ และสิทธิมนุษยชนมาเป็นข้ออ้างก็จะเกิดปัญหาด้านความมั่นคงในพื้นที่ต่อไปได้ จึงควรที่จะหาทางป้องกันและแก้ไขเสียแต่เนิ่น

ที่ผ่านมาได้มีความพยายามของหน่วยงานในพื้นที่ภายใต้โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีการจัดตั้งศูนย์พัฒนาอาชีพของราษฎรให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยกองทัพบกได้มอบให้กองทัพภาคที่ 1 และกองทัพภาคที่ 3 ร่วมกับกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์ และกระทรวงอื่นๆ ได้ดำเนินการสนองพระราชดำริในการพัฒนาอาชีพและความเป็นอยู่ ของราษฎร โดยจัดให้มีโครงการพัฒนาตามพระราชดำริขึ้น ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 เป็นต้นมา เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรให้ดีขึ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ และสังคม การอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติให้อุดมสมบูรณ์ตลอดไป และการเสริมสร้างความมั่นคงให้เกิดตามแนวชายแดนโดยใช้กำลังประชาชนมีส่วนร่วมกับหน่วยทหาร

การดำเนินงานถึงปัจจุบัน แบ่งได้เป็น 3 ระยะ คือ

ระยะที่ 1 ( ปี พ.ศ. 2522 – 2525) เป็นการเริ่มต้นโครงการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวพระราชดำริ ให้จัดตั้งเป็น “ ศูนย์พัฒนา ” ตามพื้นที่ต่างๆกระจายออกไป ทั้งนี้เพราะสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขา การคมนาคมไม่สะดวก ภายในศูนย์พัฒนา จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันทำงาน โดยได้จัดเป็นศูนย์พัฒนา 4 แห่ง คือ 1)ศูนย์พัฒนาลุ่มน้ำปายตามพระราชดำริ 2) ศูนย์พัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ 3) ศูนย์พัฒนาในสอยตามพระราชดำริ 4) ศูนย์พัฒนาห้วยมะเขือส้มตามพระราชดำริ ศูนย์เหล่านี้ มีหน้าที่ทดลองค้นคว้าสาธิตงานด้านการให้เหมาะสมตามสภาพของท้องถิ่น เพื่อขยายผลไปยังราษฎร ในหมู่บ้านเป้าหมาย

ระยะที่ 2 ( ปี พ.ศ. 2526 – 2530 ) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานแนวพระราชดำริ ให้คณะทำงานศูนย์ต่าง ๆ เร่งดำเนินการ นำผลจากการทดลอง ภายในศูนย์ ขยายผลไปยังราษฎร ให้มากขึ้นและทรงให้เปลี่ยนชื่อศูนย์เป็น “ศูนย์บริการและพัฒนา” ในส่วนของผู้ปฏิบัติงาน ให้จัดเป็นคณะทำงานชุดต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับภารกิจของแต่ละศูนย์ในระยะนี้ได้จัดคณะทำงานเป็น 3 ส่วน คือ 1) คณะทำงานศูนย์บริการและพัฒนาลุ่มนํ้าปายตามพระราชดำริ รับผิดชอบหมู่บ้านเป้าหมายในพื้นที่ราบโดยมีศูนย์โป่งแดง เป็นศูนย์กลาง ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ พืชสวนแม่ฮ่องสอน,สถานีพัฒนาที่ดิน,สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์, สถานีประมงน้ำจืด,สถานีควบคุมไฟป่าและโครงการชลประทาน และในพื้นที่ยังเป็นที่ตั้งเรือนประทับแรมท่าโป่งแดง 2) คณะทำงานศูนย์บริการและพัฒนาที่สูงปางตองตามพระราชดำริ รับผิดชอบหมู่บ้านเป้าหมายในพื้นที่สูง โดยมีศูนย์ปางตอง เป็นศูนย์กลางประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ สถานีวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าเพื่อการอนุรักษ์ปางตอง , สถานีทดลองข้าวแม่ฮ่องสอน,สถานีวิจัยทดสอบพันธุ์สัตว์แม่ฮ่องสอน, ศูนย์ส่งเสริมการเกษตรที่สูงจังหวัดแม่ฮ่องสอน, โครงการชลประทานแม่ฮ่องสอน,
โรงเรียนร่มเกล้าปางตอง และในพื้นที่ยังเป็นที่ตั้งเรือนประทับแรมปางตองอีกด้วย 3) คณะทำงานศูนย์ศิลปาชีพจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในพระบรมราชินูปถัมภ์ รับผิดชอบการส่งเสริมงานศิลปาชีพพิเศษ และการอนุรักษ์ศิลปกรรมของท้องถิ่น โดยมีศูนย์ศิลปาชีพเป็นศูนย์กลางในการประสานงาน

ระยะที่ 3 ( ปี พ.ศ. 2531 – ปัจจุบัน ) เป็นขั้นการขยายผล สู่ราษฎรในหมู่บ้านเป้าหมายอื่นๆ โดยกำหนดให้แต่ละอำเภอ นำผลการดำเนินงานไปเผยแพร่ให้ราษฎรต่อไป โดยได้จัดตั้งคณะทำงานในระดับอำเภอ ทุกอำเภอ เพื่อพิจารณากำหนดหมู่บ้านเป้าหมายรองรับ

หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบ ที่ 7 (ฉก.ร.7) ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ครอบคลุมพื้นที่ 415 หมู่บ้าน ใน 44 ตำบล 7 อำเภอ เล็งเห็นความสำคัญในการผลักดันการดำเนินงานตามวัตถุประสงค์แห่งพระราโชบาย และนำไปปฏิบัติให้เกิดงานอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่รับผิดชอบ อย่างไรก็ดี ด้วยเงื่อนไขของพื้นที่เป้าหมายมีความแตกต่างทั้งด้านทรัพยากร สังคม วัฒนธรรม จึงต้องการเครื่องมือและกระบวนการที่เหมาะสมเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์พื้นที่ที่รอบด้านและการพัฒนาระบบบริหารจัดการพื้นที่ ให้ภาคราชการ องค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคประชาชน ได้มาทำความเข้าใจสถานการณ์ร่วมกัน หาทางเลือกร่วมกัน และตัดสินใจปฏิบัติการในแนวทางที่เหมาะสมกับหลาย ๆ ฝ่ายร่วมกัน ในการเสริมสร้างศักยภาพและโอกาสของราษฎรให้มีความพร้อมในด้านการพัฒนา เพื่อให้สามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างยั่งยืน เข้าถึงการบริการสาธารณะขั้นพื้นฐานตามความเหมาะสม

วัตถุประสงค์ของโครงการ

เพื่อพัฒนาต้นแบบระบบการจัดการเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากร และความมั่นคงในพื้นที่ตามแนวชายแดนแบบมีส่วนร่วมของหน่วยงานด้านความมั่นคง ประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในพื้นที่