งานวิจัย : โครงการ การจัดการกระบวนการเรียนรู้สำหรับชุมชนบนพื้นฐานของการพัฒนาระบบการเกษตรที่ยั่งยืนของอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน
นักวิจัย : ผศ.ดร.สาวิตร มีจุ้ย
วันเริ่มต้นโครงการ : 01/09/2011
วันสิ้นสุดโครงการ : 30/11/2012
จังหวัด : น่าน
เอกสารประกอบ :

ความเป็นมาของโครงการ

ประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุกล่าวคือ มีประชากรที่มีอายุเกิน 50 ปีเกิน 10% ของประชากรทั้งหมดโดยผู้สูงอายุดังกล่าวเป็นแรงงานภาคเกษตรสูงถึง 63.78% (ที่มา: http://gms.oae.go.th/Z_Show.asp?ArticleID=374) ดังนั้นหากภาครัฐไม่เร่งรัดนโยบายสร้างแรงงานคุณภาพ (อายุ 25-35 ปี) ทดแทนในภาคเกษตร จะก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมากในประเด็นความมั่นคงทางอาหาร เศรษฐกิจและสังคมของชาติ แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันนี้ อาจกล่าวได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่เห็นว่า อาชีพเกษตรกรทำให้เกิดหนี้สินติดตัวพัวพัน มีความเสี่ยงมากที่สุด และรายได้ไม่แน่นอน อีกทั้งผลผลิตการเกษตรยังไม่คงที่ภายใต้ความแปรปรวนของสภาพอากาศและความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศ ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้ ค่านิยมของผู้ปกครองและสังคม รวมทั้งการสื่อสารมวลชน ต่างมีมุมมองความเชื่อต่อการเรียนเกษตรทางลบ นอกจากนี้เยาวชนเกษตรยังสะท้อนความคิดที่มีต่ออาชีพเกษตรอีกว่า “ตัวเองนั้นทำแบบระบบเก่าไม่ได้ และก็ไม่รู้วิธีการทำใหม่” (ศูนย์ประสานงานเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม. 2553) ดังนั้นอาจมองได้ว่า สถานการณ์การผลิตการเกษตรเพื่อความมั่นคงทางอาหารของชุมชนหรือระดับประเทศ กำลังอยู่ในภาวะที่เสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งสวนทางกับข้อมูลความสำคัญของการผลิตในภาคเกษตรกรรมที่รายงานว่า สินค้าการเกษตรที่เป็นอาหารมีราคาเพิ่มขึ้น 10-20 % เนื่องเพราะมีปริมาณการผลิตลดลงภายใต้สภาพอากาศและพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลง รวมทั้งทิศทางการผลิตพืชพลังงานมากกว่าพืชอาหาร ในขณะที่ประชากรโลกเพิ่มขึ้นทุกปี (คอลัมน์มองธุรกิจไทย หนังสือพิมพ์โพสท์ทูเดย์ วันที่ 1 สิงหาคม 2554 หน้า B9)

จากคติพจน์ของ องค์การเกษตรกรในอนาคตแห่งประเทศไทย (อกท.) ที่ว่า “ Learning to do, Doing to learn,Earning to live, Living to serve” น่าจะเชื่อถือได้ว่า หากมีการจัดกระบวนการเรียนรู้และทำจริง จะสร้างความมั่นใจในการประกอบอาชีพเกษตรได้ และเป็นอยู่ในวิถีเกษตรได้ (ศูนย์ประสานงานเพื่อท้องถิ่นจังหวัดสมุทรสงคราม. 2553) ดังนั้น การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ที่เกิดจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และการปฏิบัติจริง (เรียนรู้ ลองทำ ทำเป็น) ระหว่างนักวิชาการและเกษตรกร น่าจะทำให้เข้าใจปัญหาและสาเหตุที่แท้จริงของกระบวนการผลิตการเกษตร ที่นำไปสู่การกำหนดข้อเสนอ /แผนแก้ปัญหา ที่อาจจะทำเอง /ร่วมทำ/หรือขอให้ส่วนราชการช่วย จนในที่สุดจะพัฒนาไปสู่การจัดการงบประมาณและนโยบายได้ อย่างไรก็ดีเกษตรกรในพื้นที่ จำเป็นต้องมี ทักษะชีวิต (ภูมิคุ้มกัน) มีกระบวนความคิดสืบค้นปัญหาและแก้ปัญหาด้วยตนเอง มีความศรัทธากับความคิด”ลองผิดลองถูก” คิดเชิงระบบที่เห็นตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของระบบ ที่ทุกคนต้องช่วยกันแก้ปัญหา/เติมให้เต็ม) และมองให้ครบห่วงโซ่อุปทานจากต้นน้ำ (กระบวนการผลิต) ถึงปลายน้ำ (ตลาดและผู้บริโภค ที่เป็นตัวชี้นำการผลิต) อย่างไรก็ตามเพื่อให้เกิดความยั่ง
ยืนของระบบการผลิตการเกษตร ยังจำเป็นต้องมีกลไกการขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้และทำโครงสร้างพื้นฐานการผลิตที่เกิดจากปัจจัยเครือข่าย ความรู้ และการลงทุนอีกด้วย (การประชุมกับหน่วยราชการในพื้นที่ ในวันที่ 28 เม.ย. 2554 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอเชียงกลางจังหวัดน่าน)

ในปัจจุบันอำเภอเชียงกลางมีพื้นที่ทั้งหมด 277.115 ตารางกิโลเมตร และประชากรจำนวน 28,234 คน แบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 6 ตำบล 60 หมู่บ้าน ได้แก่ ตำบลเชียงกลาง (13 หมู่บ้าน) ตำบลเปือ (15 หมู่บ้าน) ตำบลเชียงคาน (5 หมู่บ้าน) ตำบลพระธาตุ (10 หมู่บ้าน) ตำบลพญาแก้ว (7 หมู่บ้าน) และตำบลพระพุทธบาท (10 หมู่บ้าน) มีกลุ่มชาติพันธุ์หลายชนเผ่าและมีถิ่นกำเนิดที่แตกต่างกัน มีความเชื่อและวัฒนธรรมประเพณีที่แตกต่างกัน แต่มีการบริโภคข้าวที่เหมือนกันคือการบริโภคข้าวเหนียว โดยมีกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นชาวพื้นเมืองหรือคนเมือง ชาวไทลื้อ ลาว และลัวะหรือถิ่น (อดิศัยและคณะ, 2554)

การกระจายตัวของพื้นที่นาส่วนใหญ่ของอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน อยู่ที่ตำบลเชียงกลาง เปือ พระพุทธบาท พระธาตุและพญาแก้ว ตามลำดับ (ดังแสดงในตาราง)

ตารางแสดงข้อมูลพื้นที่ทำการเกษตรกรของอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน ปี พ.ศ. 2553-54

table-rdg540011

กษตรกรของอำเภอเชียงกลางโดยเฉพาะตำบลเปือ มีการจัดการระบบการปลูกพืชได้ตลอดทั้งปีและหลากหลายรูปแบบ พื้นที่นาบางส่วนมีระบบชลประทานและได้ใช้ประโยชน์สูงมาก เนื่องเพราะมีพื้นที่นาที่ถือครองน้อย จึงเลือกผลิตพืชอายุสั้นที่ผลิตได้หลายรุ่นต่อปี ระบบการปลูกพืชที่สำคัญได้แก่ ระบบการปลูก ข้าวนาปี-ถั่วลิสง-พืชผัก, ข้าวนาปี-ข้าวโพดหวาน/ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์-ถั่วลิสง, ข้าวนาปี-ยาสูบพื้นเมือง/ยาสูบ-ถั่วลิสง, ข้าวนาปี-พืชผัก(พริก)-ถั่วลิสง/พืชผัก, ข้าวนาปี-พืชผัก-ถั่วลิสง, ข้าวนาปี-ถั่วลิสง จำนวน 2 ครั้ง และข้าวนาปี-พืชผักเก็บเมล็ดพันธุ์ 2 ครั้ง นอกจากนี้มีการพันธุ์ข้าวในอำเภอเชียงกลางที่จัดได้แบ่งเป็น กลุ่มพันธุ์ข้าวเหนียว (ได้แก่ พันธุ์ กข.6 กข.10 สันป่าตอง 1 หอมสกล ข้าวก่ำ เหมยนองเล้าแตก ธัญสิรินและสะเทิ้น) และกลุ่มพันธุ์ข้าวเจ้า (ได้แก่ พันธุ์ กข.15 ขาวดอกมะลิ 105 หอมนิล กข.33 แก้วเกษตรและชัยนาท 60) (อดิศัยและคณะ, 2554)

จากงานวิจัยการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวแบบพึ่งตนเองของชาวนาในจังหวัดน่าน (สาวิตรและสำรวย, 2553) ยืนยันได้ว่า กลุ่มชาวนาในอำเภอเชียงกลางมีความต้องการพึ่งตนเองในด้านเมล็ดพันธุ์ข้าว ซึ่งปัจจุบันได้รับการสนับสนุนงบประมาณการผลิตเมล็ดพันธุ์หลักจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและสำนักงานเกษตรอำเภอเชียงกลาง อย่างไรก็ดี ยังมีความเสี่ยงที่เกิดจากกลุ่มชาวนาเป็นผู้สูงอายุ ที่ควรเร่งสร้างเยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ซึ่งยังเป็นปัญหาที่ยังไม่มีการดำเนินงานไปในรูปแบบใด

แม้ว่าเกษตรกรอำเภอเชียงกลางปลูกข้าวพอกินตลอดปี แต่ไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์เองได้ ต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวใหม่ทุก 2-3 ปี ถือว่ายังมีความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหาร อีกทั้งระบบการปลูกพืชที่มีอยู่เป็นแบบเกษตรเคมี ที่มีปัญหาสารเคมีและปุ๋ยตกค้างในแปลง ซึ่งเกษตรกรและสำนักงานเกษตรอำเภอต้องการปรับให้เป็นแนวทางเกษตรปลอดภัยและใช้กระบวนการผลิตตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนี้ต้องการยกระดับผลผลิตและรายได้ในระบบการเกษตรที่มีอยู่อย่างเป็นรูปธรรม (การประชุมกับหน่วยราชการในพื้นที่ ในวันที่ 13 มิ.ย. 2554 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอเชียงกลาง จังหวัดน่าน)

ดังนั้นทางโครงการนี้จึงได้ออกแบบกระบวนการจัดการเพื่อการเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมาย (ได้แก่ กลุ่มเกษตรกรและเยาวชนในพื้นที่) ได้เกิดความเข้าใจสถานการณ์การผลิตในระบบการเกษตรที่มีอยู่ของตำบลเปือ (ตำบลต้นแบบ) เพื่อใช้เป็นเครื่องมือค้นหาแนวทางการเพิ่มศักยภาพการผลิตการเกษตรในพื้นที่อื่นๆ ของอำเภอเชียงกลาง ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรปลอดภัย ซึ่งกลุ่มเป้าหมายจะได้เรียนรู้ด้วยตนเองโดยการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโครงการ และการสนับสนุนจากเครือข่ายหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งคาดหวังว่าจะได้ผลการจัดการดังกล่าว สำหรับการพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตในระบบการเกษตรของอำเภอเชียงกลาง และขยายผลไปสู่กลุ่มพื้นที่อื่นๆ ได้ต่อไป

วัตถุประสงค์

  1. วิเคราะห์หาทางเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตในระบบการเกษตร ตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและเกษตรปลอดภัย จากการพัฒนาฐานข้อมูลระบบการเกษตรในพื้นที่ต้นแบบ
  2. เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในประเด็นเมล็ดพันธุ์ข้าวในระบบการเกษตรของเกษตรกร
  3. สนับสนุนให้นักศึกษา มทร.ล้านนา น่าน ที่เป็นเยาวชนในพื้นที่ได้เรียนรู้และเข้าใจระบบการผลิตทางการเกษตรเพื่อเป็นฐานความมั่นใจในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม